Loading

นับถอยหลัง มาตรการหักลดหย่อนภาษีหมดสิ้นปี 5

วันที่ : 8 ธันวาคม 2552
นับถอยหลัง มาตรการหักลดหย่อนภาษีหมดสิ้นปี 52

ก้าวเข้าเดือนส่งท้ายปีเก่าปี 2552 อย่างรวดเร็ว กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ขอกระตุ้นเตือนผู้ที่ซื้อบ้านภายใน 31 ธ.ค.ปี 2552 นี้กันอีกรอบ หากมีความเป็นไปได้ที่จะโอนให้ทันภายในวันที่ 31 ธันวาคม ปี 2552 นี้ ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการหักลดหย่อนภาษีรายได้บุคคลธรรมดาที่รัฐบาลไฟเขียวให้ผู้ซื้อบ้านที่รับโอนบ้านภายในปีนี้ สามารถนำไปหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินได้สูงสุดไม่เกิน 3 แสนบาท ส่วนผู้ที่ซื้อบ้านในปีนี้ แต่ไม่ได้โอนปีนี้ ก็จะไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว

อย่างที่กล่าวแล้วว่า หากมีความเป็นไปได้ที่ซื้อบ้านมือหนึ่งแล้วได้โอนภายในปีนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย เพราะจะได้รับสิทธิที่กล่าวถึง เพราะหากต้องรับโอนช้าไปอีกเล็กน้อย ก็พลาดโอกาสในการได้รับสิทธิประโยชน์นี้ไปด้วยวันนี้ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์จึงขอนำเรื่องมาตรการหักลดหย่อนภาษีรายได้บุคคลธรรมดามาปัดฝุ่น เล่าใหม่กันอีกรอบ เพื่อเป็นอีกหนึ่งข้อมูลให้กับการวางแผนรับโอนบ้านมือหนึ่งของผู้ที่ซื้อบ้านในปีนี้

ปีนี้เป็นอีกปีหนึ่งที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ได้รับ โบนัสจากภาครัฐบาล ด้วยเพราะรัฐบาลมองว่าภาคอสังหาฯ มีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล เปรียบเหมือนธุรกิจต้นน้ำ ที่สามารถสร้างธุรกิจต่อเนื่องได้การออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ จึงกลายเป็นเครื่องมืออันดับต้นๆ ของรัฐบาลตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการต่ออายุให้กับมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน จากร้อยละ 2 เหลือร้อยละ 0.01 (ได้ทั้งบ้านมือใหม่และบ้านมือสอง หากไม่มีการตกลงเป็นอย่างอื่น ผู้ซื้อและผู้ขายออกคนละครึ่ง) ลดค่าธรรมเนียมการจดจำนอง (กรณีที่มีการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน) จากเดิมร้อยละ 1 เหลือร้อยละ 0.01 (ได้ทั้งบ้านใหม่และบ้านมือสอง) และ ลดภาษีธุรกิจเฉพาะ (สำหรับผู้ประกอบการ) จากร้อยละ 3.3 เหลือร้อยละ 0.11 จากเดิมที่จะหมดอายุในวันที่ 28 มีนาคม 2552 ก็ขยายอายุมาตรการออกไปอีก 1 ปี ไปสิ้นสุดที่ 28 มีนาคม 2553รวมถึง มาตรการหักลดหย่อนภาษีรายได้บุคคลธรรมดา 3 แสนบาท ให้กับผู้ซื้อบ้านในปีนี้ก็ได้รับสนใจไม่น้อยเมื่อมีมติครม.ประกาศออกมาเมื่อ  20 มกราคม 2552 นำจำนวนเงินจากราคาบ้านที่ซื้อและโอนในปี 2552 มาหักลดหย่อนจากเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 300,000 บาท (ได้เฉพาะปี 2552 ปีเดียว และเฉพาะบ้านใหม่เท่านั้น) ซึ่งกำหนดหมดอายุในวันที่ 31 ธันวาคม 2552 นี้แล้ว ก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากเมื่อมีการประกาศออกมาแต่ด้วยความซับซ้อนในการคิดคำนวณถึงผลที่ผู้ซื้อบ้านจะได้รับอย่างชัดเจน ทำให้ฝั่งผู้ซื้อบ้านไม่สามารถเห็นภาพที่ชัดเจนได้ว่า แล้วเขาจะได้รับประโยชน์อย่างไรกับมาตรการนี้ขณะที่ผู้ซื้อบ้านอีกส่วนหนึ่งก็ยังไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับมาตรการนี้เลย

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ถือโอกาสเล่าอีกรอบ โดยมาตรการหักลดหย่อนภาษีรายได้บุคคลธรรมดาที่จะนำไปหักในส่วนของรายได้พึงประเมิน คล้ายกับการหักเบี้ยประกันชีวิต เบี้ยประกันสังคมต่างๆ เดิมให้สิทธิเฉพาะผู้ที่มีภาระในการผ่อนชำระค่าบ้านกับสถาบันการเงินต่างๆ สามารถนำดอกเบี้ยที่จ่ายจริงในแต่ละปี มาหักลดหย่อนได้ตามจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ยกตัวอย่าง ในปี 2552 เสียอัตราดอกเบี้ยในการผ่อนชำระที่อยู่อาศัยรวมทั้งปี เป็นจำนวนเงิน 57,000 บาท

สามารถนำไปหักลดหย่อนได้เต็มจำนวน แต่หากในปีดังกล่าวเสียอัตราดอกเบี้ยในการผ่อนชำระที่อยู่อาศัยรวมทั้งปีอยู่ที่ 120,000 บาท สามารถนำไปหักลดหย่อนได้ 100,000 บาท (เป็นมาตรการที่มีการประกาศใช้ตั้งแต่ 28 มีนาคม 2551 ไม่มีกำหนดหมดอายุ) ต่อมา ในปี 2552 รัฐบาลได้เพิ่มมาตรการใหม่ (มติ ครม. 20 มกราคม 2552 กำหนดหมดอายุภายในปี 2552) คือ 1. นำจำนวนเงินจากราคาบ้านที่ซื้อและโอนในปี 2552 มาหักลดหย่อนจากเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 300,000 บาท (ได้เฉพาะปี 2552 ปีเดียว และเฉพาะบ้านใหม่เท่านั้น) เช่น ราคาบ้านที่ซื้อและโอนในปี 2552 อยู่ที่ 1.2 ล้านบาท สามารถนำไปหักลดหย่อนได้ 300,000 บาท และ 2. ในส่วนของผู้ที่ขอสินเชื่อซื้อบ้าน ก็สามารถใช้สิทธิมาตรการเดิมได้ คือ ดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านหักลดหย่อนจากเงินได้พึงประเมิน ไม่เกิน 100,000 บาท

ในช่วงที่มีการออกมาตรการดังกล่าวฯ มีหลากหลายกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งเห็นด้วย และมองว่าเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่มีรายได้ระดับกลางขึ้นไปมากกว่า ไม่เอื้อให้กับผู้ที่ซื้อบ้านระดับล่างเนื่องจากผู้ที่มีรายได้น้อย ระดับ 1 - 150,000 บาทต่อปี ได้รับยกเว้นชำระภาษีอยู่แล้ว กลุ่มนี้ หากจะซื้อบ้านรับโอนภายในปีนี้ ก็ไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ เพิ่มเติม เพราะถือว่าได้รับการยกเว้นภาษีอยู่แล้วขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้สูงกว่า 150,000 บาทต่อปี จะเสียภาษีตามอัตรา ดังนี้

ผู้ที่มีรายได้ 150,001 - 500,000 บาทต่อปี ต้องชำระภาษีในอัตรา 10%

ผู้ที่มีรายได้  500,001 - 1,000,000 บาทต่อปี ต้องชำระภาษีในอัตรา 20%

ผู้ที่มีรายได้  1,000,001 - 4,000,000 บาทต่อปี ต้องชำระภาษีในอัตรา 30%

ผู้ที่มีรายได้  4,000,001 บาทขึ้นไปต่อปี ต้องชำระภาษีในอัตรา 37%

ปกติแล้ว ผู้มีรายได้ในระดับที่ต้องเสียภาษีนั้น มีรายการที่สามารถหักลดหย่อนและยกเว้นหลังจากหักค่าใช้จ่ายได้ 11 รายการด้วยกัน ประกอบด้วย ตัวเอง หากมีสามี หรือภรรยา ก็สามารถหักลดหย่อนสามี หรือภรรยาได้ หากมีบุตรสามารถหักลดหย่อนบุตรได้ หากบิดา มารดามีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปสามารถหักลดหย่อนได้เช่นกันนอกจากนี้ เบี้ยประกันชีวิต เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อนการเลี้ยงชีพ ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าต่างๆ เงินสมทบกองทุนประกันสังคมมาตรการที่รัฐบาลออกมานั้น ก็จะเข้าไปเสริมในส่วนของรายการที่สามารถหักลดหย่อนและยกเว้นหลังจากหักค่า ใช้จ่ายเพิ่มเติมเข้าไปอีก จำนวน 300,000 บาท ไม่ว่าผู้ซื้อบ้านจะซื้อบ้านระดับราคาเท่าไรก็ตาม สามารถนำไปหักค่าลดหย่อนได้เต็มจำนวน 3 แสนบาท

ส่วนรายการดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน สามารถหักลดหย่อนและยกเว้นหลังจากหักค่าใช้จ่ายได้สูงสุดไม่เกิน

100,000 บาท (เป็นรายการที่มีอยู่แล้ว)ในช่วงที่มีมาตรการนี้ประกาศใช้ใหม่ๆ จึงมีกระแสข่าวว่า มาตรการนี้เอื้อให้ผู้ซื้อบ้านระดับราคาตั้งแต่ –3-5 ล้านบาทขึ้นไปมากกว่า รายได้ยิ่งสูง ยิ่งหักลดหย่อนได้มาก เพราะคนที่มีรายได้สูง มีภาระในการเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าคนทั่วไป ซึ่งหากคนกลุ่มนี้มีรายการหักลดหย่อนเพิ่มมากขึ้น ก็จะได้รับการลดหน่อยทางภาษีเพิ่มขึ้นไปโดยปริยาย

ลองมาดูตัวอย่างกันคร่าวๆ โดยผู้เขียนได้ใช้วิธีการคำนวณวงเงินกู้จากเว็บไซต์ Homedd.com ภายใต้เงื่อนไข ระยะเวลาการผ่อนชำระ 30 ปี อัตราดอกเบี้ย 5% ตัวอย่าง คนโสดมีเงินเดือนขึ้นมาอยู่ที่ 30,000 บาทต่อเดือน ที่มีความสามารถในการขอกู้ได้ประมาณ 2 ล้านบาท กลุ่มนี้จะมีรายได้ต่อปีอยู่ที่ 360,000 บาท หักค่าใช้จ่าย ร้อยละ 40 ของรายได้ คิดเป็น 60,000 บาท คงเหลือ 300,000 บาท หักลดหย่อนตัวเองได้ 30,000 บาท เหลือ 270,000 บาท กรณีที่ไม่มีรายการลดหย่อนอื่นๆ ปกติแล้วจะต้องเสียภาษี 12,000 บาท แต่ถ้าซื้อบ้านในปีนี้ คนกลุ่มนี้ ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์นี้ไปเต็มๆ ไม่ต้องเสียภาษีที่กล่าวถึง และหากเสียภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไปแล้ว ก็สามารถขอภาษีคืนได้เต็มจำนวนอีกด้วยลองมาดูตัวอย่างของคนที่มีเงินเดือนสูงๆ กันบ้าง คนโสดที่มีรายได้ 40,000 บาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการซื้อบ้านระดับราคา 2.5-3 ล้านบาท มีรายได้ต่อปีที่ 480,000 บาท หักค่าใช้จ่าย ร้อยละ 40 ของรายได้ คิดเป็น 60,000 บาท คงเหลือ 420,000 บาท หักลดหย่อนตัวเองได้ 30,000 บาท เหลือ 390,000 บาท หากคนกลุ่มนี้ไม่มีรายการลดหย่อนอื่นๆ ปกติแล้วจะต้องเสียภาษีอยู่ที่ 24,000 บาท แต่หากซื้อบ้านในปีนี้ คนกลุ่มนี้ ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์นี้ไป

ส่วนคนที่มีเงินเดือน 50,000 บาทต่อเดือน มีความสามารถในการซื้อบ้านระดับราคา 3-4 ล้านบาท รวมมีรายได้ 600,000 บาทต่อปี หากคนกลุ่มนี้ไม่มีรายการลดหย่อนอื่นๆ ปกติแล้วจะต้องเสียภาษีอยู่ที่ 37,000 บาท แต่หากซื้อบ้านในปีนี้ และไม่มีรายการลดหย่อนอื่นๆ คนกลุ่มนี้ ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์นี้ไป ทำให้เสียภาษีอยู่ที่เพียง 6,000 บาทเท่านั้น แต่หากมีรายการลดหย่อนอื่นๆ อีก ก็มีโอกาสที่จะไม่ต้องเสียภาษีเลยขณะที่กลุ่มคนที่มีรายได้ต่อเดือนระดับแสนขึ้นไป คนกลุ่ม นี้มีความสามารถในการซื้อบ้านระดับ 6-7 ล้านบาทขึ้นไป โดยคนกลุ่มนี้จะมีรายได้ต่อปีเกินกว่า 4 ล้านบาท หากคนกลุ่มนี้ไม่มีรายการลดหย่อนอื่นๆ ปกติแล้วจะต้องเสียภาษีมากกว่า 1 ล้านบาทต่อปี แต่หากซื้อบ้านในปีนี้ และไม่มีรายการลดหย่อนอื่นๆ คนกลุ่มนี้ ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์นี้ไป ทำให้เสียภาษีอยู่ประมาณ 9 แสนบาทกว่าบาท แต่หากมีรายการลดหย่อนอื่นๆ อีก ก็จะยิ่งเสียภาษีน้อยลง

จากการประเมินอย่างคร่าวๆ แล้ว กลุ่มคนที่น่าจะได้ประโยชน์จากมาตรการนี้มากที่สุดคือผู้มีเงินรายได้สูงในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี โดยเฉพาะในอัตราภาษีที่ต้องเสียสูงมากแล้ว หากนำเงินมาซื้อที่อยู่อาศัยก็จะได้รับสิทธิประโยชน์มากเป็นพิเศษคนในแวดวงอสังหาฯ จึงมองว่า มาตรการนี้กระตุ้นคนที่มีความสามารถในการซื้อบ้านระดับกลางถึงบนตั้งแต่ 3-5 ล้านบาทขึ้นไปมากที่สุดขณะที่ในมุมของผู้บริโภคแล้ว การที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ นั้น อาจไม่กระตุ้นกำลังซื้อของเขาได้จริง เพราะสิ่งที่เขาต้องมองมากกว่า การมีมาตรการหรือไม่นั้น คือ การมีเงินในกระเป๋าหรือไม่?

ภาพรวมของเศรษฐกิจในปีนี้ต้องเผชิญหน้ากับหลายปัจจัยลบที่รุมเร้า จนส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคหลายกลุ่ม เขาพร้อมจะซื้อหรือไม่? หลายคนที่ชะลอการตัดสินซื้อบ้านออกไป ล้วนให้เหตุผลว่า ต่อให้มีมาตรการออกมามากเพียงใด หาก เงินในกระเป๋าไม่พร้อมซื้อ ไม่พร้อมเป็นหนี้ก้อนโต ก็ยากที่จะกระตุ้นการตัดสินใจให้ซื้อและรับโอนได้ภายในปีนี้ ในทางกลับกันต่อให้ไม่มีมาตรการใดๆ ออกมา หากมีกำลังซื้อ เขาก็พร้อมตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ามาตรการนี้ฯ จะออกมากระตุ้นตลาดบ้านระดับใด หรือกระตุ้นตลาดได้จริงหรือไม่ หากมองในแง่บวกแล้ว ก็คงต้องบอกว่า ดีกว่า ไม่มีมาตรการใดมากระตุ้นเลยและท้ายที่สุด ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จริงๆ ก็เป็นผู้ที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยจริง และต้องรับโอนภายในสิ้นปี 2552 นี้

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ