Loading

อิสสระ สั่งลุยบ้านแฝดกคช. ชงรัฐหนุนหลังละ 8 หมื่น/ไม่ยี้เหมือนบ้านเอื้ออาทร/ชูเทิร์นคีย์ให้เอกชนลงทุ

วันที่ : 16 กรกฎาคม 2552
อิสสระ สั่งลุยบ้านแฝดกคช. ชงรัฐหนุนหลังละ 8 หมื่น/ไม่ยี้เหมือนบ้านเอื้ออาทร/ชูเทิร์นคีย์ให้เอกชนลงทุน

หลังจากที่ต้องสะสางปัญหาบ้านเอื้ออาทรโครงการประชานิยมสมัยรัฐบาลพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ที่ทิ้งภาระหนี้ก้อนโตไว้ให้ การเคหะแห่งชาติ (กคช.) และรัฐบาลชุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แก้ไข ขณะที่ปัญหาที่หนักกว่าก็คือ บ้านที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนกลับแย่ลง

 

                ล่าสุดนายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะกำกับดูแลการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ให้สัมภาษณ์""ฐานเศรษฐกิจ"" ว่า ได้มอบนโยบายให้การเคหะฯ พัฒนาโครงการเคหะชุมชนในรูปแบบของบ้านแฝด ขายให้กลุ่มลูกค้าที่สร้างครอบครัวใหม่และ ขยายครอบครัวเดิม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น พร้อมกันนี้จะยกเลิกโครงการบ้านเอื้ออาทร ซึ่งเป็นลักษณะบ้านเดี่ยว ออกไป เนื่องจากมีขนาดพื้นที่ใช้สอยไม่มาก เพียง 22 ตารางวา หรือมีเพียง 1 ห้องนอน 1ห้องนั่งเล่น ส่งผลให้ไม่สามารถรองรับการเกิดครอบครัวใหม่หรือการขยายครอบครัวเพิ่มได้

 

                ขณะที่โครงการบ้านแฝด ตามมาตรฐาน ขนาดพื้นที่ 35 ตารางวา ซึ่งเป็นลักษณะบ้านเดี่ยว สองหลังติดกัน มีมากกว่า 1 ห้องนอน และมีพื้นที่ใช้สอยบริเวณด้านข้างมากขึ้น แต่ราคาขายจะกำหนดให้ใกล้เคียงกับบ้านเอื้ออาทร และหากมีการก่อสร้าง จะเสนอขอรัฐบาลสนับสนุนงบหลังละ 80,000 บาท เหมือนกับโครงการบ้านเอื้ออาทร ที่ ราคา ขาย 390,000 บาทต่อหน่วย รัฐอุดหนุน ให้หลังละ 80,000 บาท รวม 470,000 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้ โครงการบ้านแฝด จะเน้นพัฒนาในต่างจังหวัดเป็นหลัก เนื่องจากราคาที่ดินไม่สูงมาก ส่วนในกรุงเทพมหานคร จะเน้นอาคารชุดพักอาศัย ต่อข้อถามที่ว่าจะซ้ำรอยบ้านเอื้ออาทรหรือไม่ นายอิสสระ กล่าวว่า การก่อสร้างโครงการบ้านแฝด จะต้องอยู่บนพื้นฐานของคนที่ต้องการบ้านจริงๆ ซึ่งจะมีการสำรวจและ ตรวจสอบสถานะทางการเงินก่อนว่าผ่อนชำระได้หรือไม่ ทั้งนี้จะไม่ใช่ลักษณะการเอาตัวเลขหลอกๆ เหมือนบ้านเอื้ออาทรมาใช้อย่างแน่นอน เพราะจะต้องมีความระมัดระวัง และก่อสร้างตามความต้องการ เนื่องจากการเคหะฯมีหน้าที่ต้องพัฒนาที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อยไปจนถึง ชนชั้นกลาง และโครงการเคหะชุมชน ดังกล่าว จะไม่เน้นเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อยเท่านั้นแต่จะเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นข้าราชการ ตลอดจนกลุ่มคนชั้นกลางที่ต้องการบ้าน

 

                นายอิสระกล่าวต่อไปว่าในส่วนของอาคารแนวสูง ซึ่งเป็นอาคารชุดนั้น ได้พิจารณาไว้ 3-4 ทำเล โดยเฉพาะในเขตกทม. ได้แก่

1. ทำเลที่ดินแดงบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง(โซนG) ซึ่งเป็นอาคารสูงกว่า 10 ชั้นขึ้นไป โดยจะมีอาคารจอดรถใต้ดิน เพื่อรองรับประชาชนชาวแฟลตดินแดง

2.ทำเล บริเวณวัดกู้ จังหวัดนนทบุรี หรือ บริเวณ ห้าแยกปากเกร็ด เนื้อที่ 30 ไร่ ซึ่งจะพัฒนาเป็นอาคารชุดแนวสูง รองรับศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ซึ่งในอนาคต ศูนย์ราชการแห่งนี้จะมีทั้งข้าราชการและผู้มาติดต่อ วันละไม่ต่ำกว่า 100,000 คนขณะที่ข้าราชการจำนวนมากต้องการที่พักอาศัยใกล้กับที่ทำงาน โดยเฉพาะข้าราชการระดับชั้นผู้น้อย-ระดับกลาง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

3. นอกจากนี้ ยังมีแผนรองรับกลุ่มพนักงานที่ทำงาน เกี่ยวข้องกับสนามบินสุวรรณภูมิ ทำเลร่มเกล้า ซึ่งมองว่าในแต่ละวัน คนที่เดินทางไปทำงานที่สุวรรณภูมิ จำนวนหลายหมื่นคน ซึ่ง คิดว่าจะสร้างเป็นแฟลตให้คนอยู่ในชุมชนใหม่ ซึ่งทำเลนี้ พัฒนาเป็นบ้านหลังใหญ่ไม่ไหว เนื่องจากที่ดินราคาแพง อย่างไรก็ดี ได้มอบเป็นนโยบายให้กับการเคหะฯว่า การพัฒนาที่อยู่อาศัยจะต้องเน้นความสะดวกสบาย ซึ่งที่ผ่านมา การเคหะฯ พัฒนาแฟลตสูง5ชั้นแต่ไม่มีลิฟต์โดยสาร ส่งผลให้ไม่ค่อยมีใครอยู่อาศัยชั้น 4-5 ซึ่งเรื่องนี้ ได้มอบเป็นนโยบายให้กับผู้บริหาร ไปเรียบร้อยแล้ว

4. ทำเลคลองจั่น ซึ่งมีที่ดินประมาณ 70-90 ไร่ แต่ขณะนี้ กทม.ขอใช้พื้นที่ฟรี เพื่อเป็นแก้มลิงสำหรับเก็บกักน้ำ อย่างไรก็ดี ได้ตั้งกรรมการขึ้นมาเจรจากับกทม. ว่า พื้นที่ที่เหลือ อีก 22 ไร่ บริเวณ แก้มลิง จะพัฒนาเป็นอาคารที่พักอาศัยแนวสูง โดยจะเจรจากับกทม.ว่า จะนำที่ดินของการเคหะฯไปใช้งานทั้งหมดหรือไม่หากต้องการใช้ จะต้องทำในลักษณะของการเช่า ส่วนที่ดิน 22 ไร่ ที่เหลือ การเคหะฯขอนำไปพัฒนาเป็นแฟลต

 

                ส่วนรูปแบบการลงทุนนั้นจะให้เอกชนที่สนใจ ลงทุนในรูปแบบเทิร์นคีย์ หรือ เอกชนลงทุนและก่อสร้างแบบเบ็ดเสร็จและขายให้การเคหะฯ ซึ่งวิธีการนี้จะไม่ซ้ำรอยกับบ้านเอื้ออาทรเพราะจะมีการคัดเลือกบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ และมีสภาพคล่องที่ดี

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ