Loading

แลนด์ลอร์ดหนุนภาษีทรัพย์สิน แร่งพัฒนา/เลิกสะสมที่ดินเปล่

วันที่ : 14 พฤษภาคม 2552
แลนด์ลอร์ดหนุนภาษีทรัพย์สิน แร่งพัฒนา/เลิกสะสมที่ดินเปล่า

ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กระทรวงการคลัง เปิดเผย""ฐานเศรษฐกิจ""ว่า ขณะนี้ ร่าง พระราชบัญญัติ( พ.ร.บ. ) ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.. สศค.ได้ยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว และ เตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณา เห็นชอบ ซึ่ง คาดว่าร่างกฎหมายภาษีที่ดิน ฉบับดังกล่าว จะผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร และ บังคับใช้ได้ในราวปลายปี 2552 เพื่อบังคับใช้แทน พ.ร.บ. บำรุงท้องที่ และ พ.ร.บ. โรงเรือนและที่ดิน ที่ให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเรียกเก็บภาษีให้ ทั่วถึงและเกิดความเป็นธรรม

 

สำหรับอัตราภาษีที่จะจัดเก็บตามร่างกฎหมายได้กำหนดไว้ 3 อัตราได้แก่ 1. ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเชิงพาณิชย์ อัตราไม่เกิน 0.5% ของมูลค่าทรัพย์สิน 2.ที่อยู่อาศัย อัตราไม่เกิน 0.1% ของมูลค่าทรัพย์สิน 3. ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม อัตราไม่เกิน 0.05% ของมูลค่าทรัพย์สิน ส่วนกรณีพื้นที่ว่างเปล่า จะจัดเก็บในอัตรา 0.5% ของมูลค่าสินทรัพย์ และ หากไม่มีการทำประโยชน์ ติดต่อกัน 3 ปี จะเรียกในอัตราก้าวหน้า 2 เท่า ของอัตราที่กำหนด ส่วนที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีได้แก่ พระราชวัง ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทรัพย์สินของรัฐที่ใช้ในกิจการของรัฐ หรือ ที่ดินสาธารณะที่ไม่ได้หาประโยชน์ วัด ฯลฯ นอกเหนือจากนั้นจะอยู่ในข่ายเสียภาษีทั้งหมด

 

ดร.สมชัย กล่าวต่อว่า ภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ที่ใช้ในปัจจุบัน มีปัญหาความเหลื่อมล้ำมาก เนื่องจากกรณีทรัพย์สินที่เป็นที่อยู่อาศัยจะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี โดยเฉพาะ ในเขตกรุงเทพมหานคร บ้านอยู่อาศัยขนาดพื้นที่ไม่เกิน 100 ตารางวา ไม่ต้องเสียภาษี ทั้งที่เจ้าของบ้านบาง

รายมีรายได้ค่อนข้างสูง ขณะเดียวกันกลับเรียกเก็บภาษีประเภทที่ดินเช่าเพื่อก่อสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ ตึกแถว ห้างสรรพสินค้า โรงแรม อพาร์ตเมนต์ หอพัก อาคารสำนักงาน บ้านเช่า ฯลฯ ในอัตราภาษีสูงถึง 12.5% ของค่าเช่า/ปี ซึ่งเจ้าของที่ดิน เอกชน หรือ หน่วยงานรัฐ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมธนารักษ์ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะผลักภาระให้กับผู้ประกอบการที่เช่าที่ดินเป็นผู้เสียภาษีรายปีแทน และในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการที่พัฒนาอาคารให้เช่า จะผลักภาระให้กับผู้บริโภคที่ใช้พื้นที่อีกทอดหนึ่ง

สำหรับกฎหมายใหม่นี้จะสวนทางกันกล่าวคือ จะกำหนดให้ที่ดินเช่า พร้อมอาคาร เสียภาษีต่ำลง จาก 12.5% ของค่าเช่า เหลือเพียง 0.5% ของมูลค่าที่ดิน/ปีแทน ขณะที่บ้านอยู่อาศัยจะต้องเสียภาษีในอัตรา 0.1% ทุกหลัง ส่วนเอกชนที่ตุนที่ดินไว้เก็งกำไร จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก หากไม่นำที่ดินไปพัฒนา ขณะเดียวกันผู้ประกอบการอาจหาทางออกด้วยการปลูกพืชการเกษตร หรือ ปรับให้เช่าทำการเกษตร ก็จะ เข้าข่ายที่ดินเพื่อการเกษตร ซึ่งจะทำให้เสียภาษีลดลง

 

ด้าน แหล่งข่าวจาก กรมธนารักษ์ กล่าวว่า กรมธนารักษ์ มีที่ดินทั่วประเทศที่นำออกมาพัฒนาเชิงพาณิชย์ กว่า 100,000 ไร่ อย่างไรก็ดี ภาษีที่ดินใหม่ จะคำนวณจากมูลค่าทรัพย์สิน ซึ่งจะต้องดูว่า กทม. จะจัดเก็บในอัตราเท่าไหร่เช่น 0.5% หรือ ต่ำกว่านั้น ของมูลค่าทรัพย์สิน แต่ที่ผ่านมา ภาษีโรงเรือนจัดเก็บที่ดินเช่ารวมอาคารเพื่อกิจการพาณิชย์ อยู่ที่ 12.5% ของค่าเช่าต่อปี แต่กรณีที่จะกระทบมากที่สุดคือ ประชาชนที่ เช่าที่กรมธนารักษ์เพื่อปลูกบ้านพักอาศัยจากที่ไม่เคยเสียภาษี กลับต้องเสียภาษี สอดคล้องกับแหล่งข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) กล่าวว่า การรถไฟ ไม่กระทบจากการจัดเก็บภาษีแต่จะ ผลักภาระให้กับผู้เช่า ซึ่งปัจจุบัน เปิดให้เช่าพัฒนาเชิงพาณิชย์ กว่า 10,000 ไร่

 

ส่วน นายแพทย์บุญวนาสิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัทราชธานี บ้านและที่ดิน จำกัดกล่าวว่า ยอมรับว่าสะสมที่ดินไว้มากกว่า 10,000 ไร่ทั่วประเทศ ซึ่งหากในอนาคตภาษีที่ดินมีผลบังคับใช้ มองว่าเป็นเรื่องที่ดี ขณะเดียวกัน จะกระทบในแง่ของการเสียภาษีที่สูงขึ้นหากไม่ทำประโยชน์ ดังนั้นทางออกคือบริษัทต้องเร่งพัฒนาโครงการหรือ ให้เช่าเพื่อการเกษตรเพื่อจะไม่ต้องแบกรับภาษีสูง นายโสมพัฒน์ ไตรโสรัส รองประธานกรรมการบริหารและกรรมการบริหาร บริษัท ที.ซี.ซี.แคปปิตอลแลนด์ จำกัด เผยว่า หากรัฐบาลประกาศใช้เป็นกฎหมาย ที.ซี.ซี.จะต้องปฏิบัติตามอยู่แล้ว แต่ที่ดินที่มีอยู่ขณะนี้ได้ทยอยนำมาพัฒนาและได้มีแผนเตรียมการไว้หมดแล้ว โดยที่ดินว่างเปล่าไม่ค่อยมี และมองว่ามาตรการภาครัฐเป็นการดีที่จะเป็นการกระตุ้นให้ภาคเอกชนรีบนำที่ดินมาใช้ประโยชน์มากขึ้นเช่นการทำที่ดินมาทำประโยชน์ในเชิงเกษตรมากขึ้น

ด้านนายกิติพล ปราโมช ณ อยุธยา นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า เพิ่งจะได้มีการหารือกับ 3 สมาคม การที่รัฐมีนโยบายที่จะเรียกเก็บภาษีที่ดินเป็นเรื่องที่ดีเพราะในต่างประเทศก็ทำกัน แต่ในประเทศไทยอาจจะต้องใช้ระยะเวลาสัก 1-2 ปี เพื่อให้เจ้าของที่ดินได้มีการปรับตัวและรอให้พ้นจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจไปก่อนไม่เช่นนั้นจะเป็นการเพิ่มภาระ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีภาษีโรงเรือนอยู่แล้ว

สำหรับผู้ประกอบการบ้านจัดสรรมองว่าผลกระทบน้อยเพราะปัจจุบันไม่มีใครซื้อที่ดินสะสมเก็บไว้รอการพัฒนาเป็นจำนวนมากอย่างเมื่อก่อนแล้ว เช่นเดียวกับ นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการบ้านจัดสรรมากนักเพราะปัจจุบันนี้ผู้ประกอบการไม่มีการสะสมแลนด์แบงก์แล้วแต่น่าจะเป็นผลดีต่อธุรกิจการเกษตรเพราะจะมีคนนำที่ดินมาทำการเกษตรเพิ่มขึ้น

นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ในความเห็นส่วนตัวคิดว่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะมีความจำเป็นในระยะยาว และเห็นด้วยหากจะมีการนำมาใช้แทนภาษีโรงเรือน และภาษีบำรุงท้องที่ซึ่งทั้ง 2 ฉบับมีจุดอ่อนและเชื่อว่าจะเป็นการสร้างรายได้ที่แน่นอนให้กับองค์กรส่วนท้องถิ่น แต่ถ้าจะให้เกิดประโยชน์สูงสุดควรบังคับใช้ควบคู่ไปกับการพัฒนาเมืองและกฎหมายผังเมือง และเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นมีส่วนกำหนดอัตราการจัดเก็บภาษีด้วย

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ