Loading

ไตรมาส 4 จีดีพีไทยติดลบ 3% - กรณ์ ผวาเพิ่มค่า ลดหย่อนบ้านเป็น 2 แส

วันที่ : 25 ธันวาคม 2551
ไตรมาส 4 จีดีพีไทยติดลบ 3% - กรณ์ ผวาเพิ่มค่า ลดหย่อนบ้านเป็น 2 แสน

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สสค.ได้ประเมิน ภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 51 ใหม่ โดยคาดว่า ในปีนี้จะมีอัตราการเติบโตเพียง 3% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) จากเดิมในเดือน ก.ย.คาดว่าจะเติบโตที่ 5.1% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ขยายตัวติดลบ 2-3% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2552 โดยประเมินว่า ปีหน้าเศรษฐกิจจะขยายตัวในช่วงระหว่าง 0-2% หรือมีค่าเฉลี่ยที่ 1% ซึ่งเป็นอัตราที่ชะลอลงจากปี 2550 ที่ขยายตัว 4.9%

 

การขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้ชะลอ เนื่อง จากการใช้จ่ายภายในประเทศฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม ขณะที่การส่งออกสินค้าและบริการ มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงกว่าที่คาดไว้จากเดิมมาก ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและการปิดสนามบิน 2 แห่งที่สุวรรณภูมิ และดอนเมือง ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าและนักท่องเที่ยวในช่วงท้ายปี โดยเฉพาะทางด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศนั้นมีความเสียหายสูงมาก เนื่องจากการขนส่งสินค้าทางอากาศคิดเป็นสัดส่วน 20% ของการขนส่งสินค้าทั้งหมด

 

สัญญาณชะลอตัวชัดเจนมากเนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ในเดือน พ.ย.หดตัว-4.6% ลดตัวลงจากเดือนก่อนที่ขยายตัว 8.4% เนื่องจากประชาชนกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่สืบเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ทางการเงินสหรัฐฯ และยุโรป ขณะที่การจำหน่ายรถจักรยานยนต์หดตัว-3.3% จากเดือนก่อนหน้านี้ขยายตัว 9.9% สะท้อนให้เห็นการใช้จ่ายของประชาชนในส่วน ภูมิภาค เพราะราคาสินค้าเกษตรลดลง

 

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2552 ที่ขยายตัวที่ 1% มีปัจจัยลบจากการใช้จ่ายในประเทศที่ยังมีแนวโน้มอ่อนแอ ขณะที่การส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 0.6% ต่อปีและการนำเข้าสินค้าอยู่ที่ 1.2% ต่อปี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะลดลงอยู่ที่ร้อยละ 1% ต่อปี ตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงมาก ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงขาดดุลที่ 1.4% ของจีดีพี สำหรับการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัว 2.2% เนื่องจากรายได้ของภาคครัวเรือนมีแนวโน้มลดลงตามราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก บวกกับความไม่แน่นอนในเรื่องการจ้างงาน

 

นายสมชัยกล่าวว่า ปัจจัยที่ประคับประคองไม่ให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลงไปมากคือ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ด้านการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 3% ต่อปี ต้องจับตาดู 2 เรื่องใหญ่คือ 1. เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ติดลบ และคาดไตรมาสแรกปีหน้าก็จะติดลบด้วยเท่ากับเศรษฐกิจติดลบสองไตรมาสติดต่อกัน จะทำให้ เศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ เพราะตามทฤษฎีแล้วหากเศรษฐกิจติดลบสองไตรมาสติดต่อกันจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยไม่ใช่ชะลอตัว และ 2. คือการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลในขณะที่เศรษฐกิจโลกไม่ดีจะก่อให้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดด้วยหรือไม่ หากขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในอัตราที่สูงเกินกว่า 2.5% ถือว่าอันตราย

 

ส่วนการเตรียมมาตรการให้กับรัฐบาล โดยใช้ช่องทางด้านการเงินการคลังมี 6 ช่องทางคือ 1. การขาดดุลงบประมาณปีเพิ่มเติม 100,000 ล้านบาท 2. การกู้เงินเพิ่มค้ำประกันให้รัฐวิสาหกิจทำได้ 387,000 ล้านบาท แต่อยู่ในแผนที่จะดำเนินการ 268,000 ล้านบาท ยังเหลือ 119,000 ล้านบาท 3. การกู้เงินเพื่อพัฒนาประเทศในวงเงิน 10% ของงบประมาณ หรือ 183,500 ล้านบาท อยู่ในแผนแล้ว 3,500 ล้านบาท เหลือ 180,000 ล้านบาท 4. รัฐบาลกู้เงินแล้วนำไปให้ธนาคารเฉพาะกิจกู้ต่อยังมีเงินที่ใช้ได้อีก 50,000 ล้านบาท 5. งบค้างท่อที่อยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 100,000 ล้านบาท และ 6. เงินฝากที่ล้นระบบในสหกรณ์ออมทรัพย์และกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ มีเงินอยู่เกือบ 400,000 ล้านบาท ที่นำมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ส่วนจะตัดสินใจใช้เม็ดเงินจำนวนเท่าใดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล

 

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายที่จะกระตุ้นธุรกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วงเดือน ม.ค. 2552 หลังจากที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายจากรัฐสภาแล้ว โดยจะช่วยเหลือในส่วนของผู้บริโภคที่จะซื้อบ้านใหม่ในปี 2552 โดยการนำภาระดอกเบี้ยจากการผ่อนชำระบ้านมาหักลดหย่อนภาษีได้มากขึ้นจากเดิมที่ให้สามารถนำมาหักได้ 100,000 บาทต่อปี เพิ่มขึ้นมากกว่า 200,000 บาทต่อปี โดยจะเน้นบ้านที่ราคาต่ำกว่า 8 ล้านบาท เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดใหม่และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

ตอนนี้ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณา 2 เรื่องคือจะให้เฉพาะบ้านใหม่ที่ซื้อในปี 52 เท่านั้น และสิทธิในการหักค่าลดหย่อนจะใช้ระยะเวลานานกี่ปี เนื่องจากการกู้ซื้อบ้านหนึ่งหลังใช้ระยะเวลา 20-30 ปี แต่มาตรการนี้จะให้สิทธิ 5-10 ปีเท่านั้น จึงถือเป็นมาตรการชั่วคราว”. 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ