Loading

ธปท.ปลื้ม14 แบงก์ลดดอกเบี้

วันที่ : 16 ธันวาคม 2551
ธปท.ปลื้ม14 แบงก์ลดดอกเบี้ย

          เชื่อลดต้นทุนธุรกิจ/ส่งผลดีศก.

          บิ๊กแบงก์ชาติออกโรงป้องแบงก์ เผยหลัง กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบาย 1% พบแบงก์พาณิชย์มีการตอบสนองลดดอกเบี้ยเงินกู้-เงินฝาก แม้จะลดดบ. ฝากมากกว่าดบ.กู้ ชี้ปีหน้าผู้ประกอบการให้ความสำคัญความต้องการเงินกู้มากกว่าต้นทุนดอกเบี้ย เผยกำลังติด ตามสาขาธุรกิจส่อผิดนัดชำระเงินหนี้ต่ำกว่า 3 เดือน ระบุ ก.ย.เอ็นพีแอลพุ่ง

          นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคาร แห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1% ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา

          โดย ธปท.ได้มีการติดตามและพอใจกับผลที่เกิดขึ้นดังกล่าว ซึ่งพบว่า มีธนาคารพาณิชย์จำนวน 14 แห่งได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินกู้และเงินฝากไปแล้ว ส่วนที่เหลือขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างพิจารณา ถือว่าธนาคารพาณิชย์ไทยในระบบสามารถตอบสนองได้เร็วต่อการปรับทิศทางนโยบาย การเงิน แสดงให้เห็นว่าธนาคารพาณิชย์ ไทยมีประสิทธิภาพและความสามารถปรับตัวได้ดี

          ทั้งนี้ ธปท.ไม่ได้ห่วงว่าธนาคารพาณิชย์จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้น้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก โดยมองว่ากระแสการปรับดอกเบี้ยดังกล่าวต้องพิจารณาหลายมิติ ได้แก่ 1.เรื่องของเวลา เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะส่งผลดีให้เศรษฐกิจได้ประโยชน์

          แต่อัตราดอกเบี้ย เงินฝากมีผลเกิดขึ้นจริงเมื่อครบกำหนด อายุการฝากเงินที่มีผลต่อแรงกดดันต่อธนาคารพาณิชย์พอสมควร 2.ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ โดยหากปีหน้าเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องระมัดระวังมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อตามความเสี่ยง ด้านเครดิตที่สูงขึ้น จึงส่งผลให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญการได้รับสินเชื่อมากกว่าพิจารณาจากต้นทุนในช่วงปีหน้า

          “ไม่ใช่หมายความว่าปีหน้าอัตราดอกเบี้ยจะแพง แต่ผู้ประกอบการคิดว่าการแพงดีกว่าถูกและไม่มี เพราะจะช่วย ให้แบงก์พาณิชย์รองรับความเสี่ยงด้านเครดิตที่อาจจะมีมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อปีหน้าได้ ดังนั้น เศรษฐกิจชะลอตัวและสภาพคล่องที่มีข้อจำกัดมากขึ้น ทำ ให้ปริมาณการปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยสนับสนุนภาวะเศรษฐกิจจะมีความสำคัญกว่าต้นทุนที่เป็นดอกเบี้ย ซึ่งความจริงแล้วด้าน ต้นทุนจะมีหลากหลายไม่เฉพาะต้นทุนที่เกิดจากดอกเบี้ยอย่างเดียว”

          3.ด้านการแข่งขัน เพราะมองว่าในช่วงต่อไปแรงกดดันอัตราดอกเบี้ยขาลงต่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจะมีมากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก โดยเหตุผลสำคัญจากสภาพคล่องตึงตัวขึ้น ทำให้ธนาคารพาณิชย์ห่วงว่าจะกระทบต่อสภาพคล่องของตัวเอง จึงมีความเป็นไปได้ที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมกับเงินฝากจะแคบลงมาก ทั้งนี้ในปัจจุบันระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมีรายได้จากดอกเบี้ยรับสุทธิที่หักค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยแล้วประมาณ 3.2% ในไตรมาสที่ 3 และ 3.1% และ 3.3% สำหรับไตรมาส 2 และ 1 ตามลำดับ

          “การที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับเงินฝากแคบลงจะส่งผลให้เกิดการแข่งขัน 2 ตลาด คือ ธนาคารพาณิชย์รายใดที่สามารถปรับอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมลง ได้มากจะสามารถดึงลูกค้าประเภทบริษัท ขนาดใหญ่ได้ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ที่ปรับดอกเบี้ยเงินกู้ได้น้อยจะได้ลูกค้าขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงขึ้น ฉะนั้นการแข่งขันจะขับเคลื่อนกลไกให้แบงก์พาณิชย์สามารถรองรับความต้องการปล่อยสินเชื่อที่มาจากธุรกิจขนาดใหญ่และเล็กได้ตามสภาพดอกเบี้ย”

          สำหรับการผิดนัดชำระหนี้ติดต่อกัน 3 เดือน หรือหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ล่าสุด ในเดือนก.ย.เริ่มเห็นสัญญาณการผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และสินเชื่ออุปโภคบริโภค เนื่องจาก ก่อนหน้านี้มีการปล่อยสินเชื่อดังกล่าวในปริมาณที่สูง ขณะที่การผิดนัดชำระหนี้ต่ำกว่า 3 เดือนในขณะนี้ธปท.เริ่มติด ตามดูเป็นรายสาขาธุรกิจอยู่

          ทั้งนี้ ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ในระบบส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยใน 4 ช่องทาง คือ 1.อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำช่วยส่งเสริมอุปสงค์ในประเทศทั้งการลงทุนภาคธุรกิจ การบริโภค ประชาชน ทำให้มีความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 2.สภาพคล่องในตลาดเงินของประเทศยังสูง ซึ่งช่วยสนับสนุนต่อการขยายตัวสินเชื่อต่อไป 3.ลดภาระหนี้ของภาคธุรกิจที่สถาบันการเงินได้ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว ทำให้ต้นทุนธุรกิจลดลง รวมถึงภาคครัวเรือนมีการใช้จ่ายที่น้อยลง และ 4.ช่วยบรรเทาปัญหาเอ็นพีแอล ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในปีหน้า จึงส่งผลดีต่อผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และสถาบันการเงิน

 

ที่มา: http://www.siamturakij.com

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ