Loading

เอกชนลุ้น 15 ธ.ค.ได้รัฐบาลใหม่ เตรียมแผนฉุกเฉินลุยแก้เศรษฐกิจทันท

วันที่ : 12 ธันวาคม 2551
เอกชนลุ้น 15 ธ.ค.ได้รัฐบาลใหม่ เตรียมแผนฉุกเฉินลุยแก้เศรษฐกิจทันที

ภาคเอกชนจับตาโหวต นายกฯ-รัฐบาลใหม่ 15 ธ.ค. ย้ำสเปกเดิม ต้องเป็นผู้ที่สามารถเรียกความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การเมืองที่มีเสถียรภาพ เตรียมชงแผนฉุกเฉิน ลุยแก้วิกฤตทันที ทั้งการตกงาน ลดภาษี และการลงทุน     

       วันนี้ (12 ธันวาคม 2551) นายนิพนธ์ สุรพงษ์รักเจริญ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวยอมรับว่า ภาคเอกชนกำลังจับตาผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดใหม่ ในวันที่ 15 ธันวาคม 2551 โดยย้ำว่า ต้องเป็นผู้ที่สามารถเรียกความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้น เพราะจะนำไปสู่การมีเสถียรภาพทางการเมือง      

       นายนิพนธ์ กล่าวว่า รัฐบาลใหม่จะต้องเตรียมรับมือกับปัญหาคนตกงาน เพราะหากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ชะลอตัวลงร้อยละ 1 จะมีคนตกงานถึง 350,000 คน และหากจีดีพีลดลงร้อยละ 3 จะมีคนตกงานกว่า 1 ล้านคน รัฐบาลจะต้องหาทางรับมือกับปัญหาดังกล่าว โดยร่วมมือกันทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน หากป้องกันปัญหาดังกล่าวได้ร้อยละ 70-80 ก็ถือเป็นระดับที่น่าพอใจ     

       นายอธิป พีชานนท์ ประธานสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เสนอให้รัฐบาลลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 25 และบริษัทใดที่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เดือน มีสิทธินำค่าแรงและเงินเดือนของพนักงานมาเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น      

       นอกจากนี้ ยังเสนอลดหรือยกเว้นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ของดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ตราสารการเงิน หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล อายุเกิน 1 ปี เพื่อสนับสนุนให้มีการออมเงินระยะยาว รวมถึงลดหรือยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินปันผลหุ้นบริษัทในตลาดหุ้น เพื่อส่งเสริมถือหุ้นระยะยาวมากกว่าเก็งกำไรระยะสั้น     

       นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ข้อเสนอการตั้งกองทุนเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเป็นการให้ประชาชนนำเงินออมที่มีอยู่มาลงทุนในกองทุนดังกล่าว และให้ผู้เชี่ยวชาญนำเงินไปใช้ลงทุนในโครงการที่มีความจำเป็น ซึ่งจะทำให้โครงการเมกะโปรเจกต์เดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว ลดปัญหาทางการเมืองที่ไม่สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการได้    

       นอกจากนี้ การเพิ่มปริมาณนักลงทุนสถาบัน ยังแบ่งเบาภาระการหาแหล่งทุนที่ต้องใช้เงินสูงนับแสนล้านบาท เพราะตลาดทุนเข้ามามีบทบาทสนับสนุนการก่อสร้าง โดยมองว่าในระยะ 3-5 ปีข้างหน้าผู้มีเงินออมจะต้องรู้จักบริหารเงินของตัวเองแทนการฝากกับธนาคารพาณิชย์ เพราะจะมีเครื่องมือการออมรูปแบบใหม่

 

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ