Loading

ยืดมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ปลุกกำลังซื้อไม่ขึ้น/เอกชนยิ้มรับฟรี 4

วันที่ : 24 พฤศจิกายน 2551
ยืดมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ปลุกกำลังซื้อไม่ขึ้น/เอกชนยิ้มรับฟรี 4%

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง เห็นชอบที่จะขยายเวลาการใช้มาตรการกระตุ้นภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ออกไปอีก 1 ปี จากที่จะหมดอายุในเดือน มี.ค. 2552 เลื่อนไปเป็นเดือน มี.ค. 2553 แม้การตัดสินใจครั้งนี้ดูจะเร็วไปสักหน่อย เพราะยังเหลือเวลาอีก 4 เดือนกว่ามาตรการจะครบกำหนดเวลา ทำให้การซื้อขายและโอนบ้านในช่วงสิ้นปีไปจนถึงไตรมาสแรกของปีหน้าอาจจะไม่คึกคักดังที่ผู้ประกอบการคาดหวังเอาไว้

แต่ผู้ประกอบการย่อมพอใจเพราะการได้สิทธิพิเศษลดหย่อนภาษีเพิ่มอีก 1 ปี ย่อมดีกว่าการที่รัฐจะปล่อยให้มาตรการหมดอายุลงในปลายเดือน มี.ค. ปีหน้าอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจขยาย มาตรการออกไปอีก 1 ปีครั้งนี้ ยังไม่มีหลักประกันใดๆ ที่จะการันตีได้ว่าจะสามารถกระตุ้นภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้ และอาจจะเป็นเพียงมาตรการที่ช่วยให้ผู้ประกอบการธุรกิจยังคงรักษากำไรอยู่ในระดับที่อยู่รอดได้ในภาวะเศรษฐกิจผันผวนเท่านั้น เพราะหากย้อนกลับพิจารณาผลที่ ได้จากมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการลดค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2% เหลือ 0.01% ค่าธรรมเนียมจดจำนอง 1% เหลือ 0.01% และลดภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% เหลือ 0.11% นับตั้งแต่มีการประกาศใช้มาตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา

ยังไม่สามารถช่วยกระตุ้นให้ภาวะตลาดดีขึ้นได้ เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจไม่ได้เป็นใจให้ผู้บริโภคมีแก่ใจหาซื้อบ้าน มิหนำซ้ำยังฉุดความมั่นใจในการบริโภคให้ลดลงไปเรื่อยๆ เมื่อต้องเผชิญกับปัจจัยลบ เกือบตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็น

ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นๆ ปี ส่งผลให้เงินเฟ้อและราคาสินค้าขยับตาม เมื่อผนวกกับสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุอยู่เป็นระยะๆ แถมด้วยภาวะเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอย ทำให้มาตรการกลายเป็นแค่ยาหมดอายุที่ไม่ปลุกกำลังซื้อใหม่ให้เกิดขึ้นได้อย่างที่รัฐคาดหวังไว้

ตัวเลขที่ชี้ให้เห็น คือ บ้านสร้างเสร็จ จดทะเบียน แม้ว่าจะไม่ใช่บ้านที่สร้างและ ขายในปี 2551 ทั้งหมด แต่ก็มีอยู่บางส่วนที่พอจะชี้วัดได้ โดยในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นไตรมาสที่ยังไม่ได้ประกาศใช้มาตรการมีบ้านจดทะเบียนจำนวน 15,171 หน่วยเทียบกับไตรมาส 2 ที่เริ่มใช้มาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีจำนวน 16,070 หน่วย เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย

เช่นเดียวกับตัวเลขบ้านจนทะเบียน ที่สร้างเฉพาะผู้ประกอบการในไตรมาสแรก มีจำนวน 9,191 หน่วย ส่วนไตรมาส 2 มีจำนวน 10,433 หน่วย ก็เพิ่มขึ้น เล็กน้อยเช่นกัน หากไล่เรียงเป็นรายเดือนนับตั้งแต่เดือน เม.ย. จนถึงเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นเดือนที่ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์เก็บตัวเลขในเดือนล่าสุด พบว่าในเดือน เม.ย. ยอดบ้านจดทะเบียนมีจำนวน 3,781 หน่วย ลดลงจากเดือน มี.ค. ที่มีจำนวน 5,772 หน่วย และลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 5,554 หน่วย

แต่ก็ขยับเพิ่มขึ้นชัดเจนในเดือน พ.ค. ไปจนถึงเดือน ส.ค. มีเพียงเดือน มิ.ย. เดือนเดียวที่ยอดจดทะเบียนตกลง และเมื่อเทียบ 8 เดือนของปี 2550 กับปี 2551 แล้ว บ้านจดทะเบียนโตขึ้น 18% แม้ว่าจะดูเติบโตขึ้น แต่เมื่อมองภาพรวมๆ ทั้งปีผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคาดหมายว่าอัตราการเติบโตของธุรกิจในปีนี้จะอยู่ในภาวะทรงตัว หรือเติบโตขึ้นเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่ามาตรการกระตุ้นแทบไม่มีผลอะไรเลยกับการเติบโตของธุรกิจในเวลานี้

หากนำไปเทียบกับช่วงที่เคยประกาศใช้มาตรการในยุคคาบเกี่ยวระหว่างรัฐบาลชวน มาถึงรัฐบาลทักษิณ การประกาศใช้มาตรการในขณะนี้เป็นช่วงจังหวะที่ภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวหลังจากที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจเป็นใจให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โตอย่างก้าวกระโดด จากปี 2544 ที่มียอดจดทะเบียน 3.3 หมื่นหน่วย เป็น 3.7 หมื่นหน่วย ในปี 2545 เพิ่มเป็น 5.6 หมื่นหน่วย ในปี 2546 ซึ่งเป็นปีสิ้นสุดมาตรการ ในเมื่อปี 2552 เป็นที่คาดการณ์กันล่วงหน้าแล้วว่า ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกจะเริ่มมีผลกระทบกับประเทศไทยมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ไม้ซีกอย่างมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีหรือจะไปงัดไม้ซุงอย่างมรสุมเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยได้ จึงฟันธงล่วงหน้าได้เลยว่า การขยายมาตรการอีก 1 ปี ไม่สามารถจะช่วยกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ อย่างดีที่สุดก็เป็นแค่ของขวัญปลอบใจด้วยการคืนกำไรให้ผู้ประกอบการฟรีๆ 4% ก็เท่านั้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ