Loading

โอฬาร มั่นใจไทยรับมือวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปีหน้าได้

วันที่ : 14 พฤศจิกายน 2551
โอฬาร มั่นใจไทยรับมือวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปีหน้าได้

นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากที่หลายฝ่ายกังวลปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกจะมีความรุนแรงมากในปี 2552 และจะกระทบต่อไทยรุนแรงตามไปด้วย เหมือนที่เคยพูดไว้เมื่อก่อนว่าสหรัฐมีปัญหา จะทำให้ทั้งโลกกระเทือนไปด้วย แต่ขณะนี้ปัจจัยต่าง ๆเริ่มเปลี่ยนไปมากแล้ว เพราะปัญหารอบนี้สหรัฐเป็นไข้หนักมาแล้วปีครึ่ง แต่ไทยเพียงแต่หวัดหรือจามเท่านั้น ดังนั้น คาดว่า 6 มาตรการของรัฐบาลที่ออกไปทั้งด้านตลาดทุน สภาพคล่อง เมกะโปรเจคท์ การตั้งกองทุนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน น่าจะรับมือปัญหารอบนี้ได้ แต่ก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะตลาดหุ้นก็มีกองทุนหลายประเภทดูแลเข้าไปซื้อหุ้นอยู่ ด้านสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ก็ยังมีสภาพคล่องเพียงพอ แต่ต้องดูให้สอดคล้องกับความต้องการสินเชื่อของอุตสาหกรรมในแต่ละช่วง เพราะแม้อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับต่ำ ไม่ได้หมายความว่ายุดนี้จะมีความต้องการกู้มากขึ้น เพราะต้องอยู่ที่ความเชื่อมั่นในการขยายกิจการของกลุ่มอุตสาหกรรม ขณะที่แบงก์เองก็ต้องดูว่าสินเชื่อที่ปล่อยไปในแต่ละช่วงมีความเสี่ยงหรือไม่

          ที่สำคัญมีความเป็นห่วงปัญหาการว่างงานจากโรงงานต่าง ๆ อาจปิดกิจการ ดังนั้น ในการหารือกับนางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในวันจันทร์ (17 พ.ย.) จะพิจารณาเกี่ยวกับการใช้งบกลางแสนล้านบาทมาช่วยดูแลปัญหาคนตกงาน หลังจากมีความกังวลว่าจะมีผู้ตกงานเป็นจำนวนมากจากปัญหาเศรษฐกิจถดถอย จึงให้หน่วยงานต่าง ๆ ไปสำรวจข้อมูลว่ามีโรงงานประเภทใดเริ่มมีปัญหาต้องปลดคนงานหรืออาจต้องปิดกิจการ โดยเฉพาะโรงงานในแถบอ้อมใหญ่ โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมโรจน พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีแรงงานในต่างจังหวัดเข้ามาทำงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะใช้งบกลางไปช่วยพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีคุณภาพมากขึ้น และตรงกับความต้องการแรงงานของโรงงานแห่งใหม่ ทำให้ในช่วงที่หยุดงานจะมีการฝึกฝีมือแรงงาน และผู้ตกงานก็ยังได้รับเงินชดเชยถึง 6 เดือนจากกองทุนประกันสังคม เพราะช่วงที่มีการปิดกิจการก็ยังมีโรงงานที่ต้องการแรงงานมีคุณภาพ

          สำหรับแนวคิดโครงการผู้ส่งออกเอสเอ็มอีตลาดใหม่ ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีก็เป็นแนวคิดที่ดี เพราะหากผู้ประกอบการที่เคยผลิตสินค้าเสื้อผ้า สิ่งทอ การประกอบสินค้า ส่งออกไปต่างประเทศในช่วง 10-20 ปี ที่ผ่านมา เมื่อต้นทุนสูงขึ้นอุตสาหกรรมประเภทดังกล่าว จะมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ 1. การปิดกิจการ หรือหันประกอบการธุรกิจประเภทอื่น 2. การพัฒนาสินค้าประเภทเดิม โดยต้องต้องย้ายไปอยู่ในแถบประเทศเพื่อนบ้าน แรงงานไทยจะตามไปก็ไม่ได้ ดังนั้น เอ็กซิมแบงก์หรือรัฐบาลก็ต้องดูแลการย้ายโรงงาน การให้สินเชื่อเพิ่มเติมเพื่อไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเดิมมีความเข้มแข็ง

          นายโอฬาร กล่าวเพิมเติมว่า หลังจากเดินสายรับฟังปัญหาจากเอกชนสาขาต่างๆ ทั้งตลาดทุน ธนาคาร สภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมฯ เมื่อรับฟังความคิดเห็นที่ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลครบทุกด้านแล้ว ในวันที่ 20 พ.ย.นี้ จะประชุมร่วมกันทั้งหมดในคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อสรุปข้อเสนอและปัญหาของทุกกลุ่ม ในการให้ความช่วยเหลือหรือออกมาตรการอื่นเพิ่มเติม เพื่อให้แต่ละกระทรวงที่รับผิดชอบดูแลเอกชนไปช่วยแก้ปัญหา ทั้งกระทรวงการคลัง พาณิชย์ เกษตร อุตสาหกรรม แรงงาน โดยเฉพาะการส่งออกยอมรับว่าเป็นห่วงเพราะตลาดหลักทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรป มีคำสั่งซื้อน้อยลง จึงต้องหาแนวทางในการช่วยเหลือผู้ส่งออก

 

ที่มา : กระแสหุ้นออนไลน์

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ