Loading

รัฐเล็งลดภาษีเงินได้นิติบุคคล-บุคคลธรรมดาหวังกระตุ้นศก

วันที่ : 3 พฤศจิกายน 2551
รัฐเล็งลดภาษีเงินได้นิติบุคคล-บุคคลธรรมดาหวังกระตุ้นศก.

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งหามาตรการรับมือ อันมีผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 2552 โดยเฉพาะมาตรการทางการคลัง ซึ่งนอกจากจะเร่งอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบกระตุ้นรากหญ้าและเพิ่มวงเงินงบประมาณขาดดุลอีก 1 แสนล้านบาท เพื่อรองรับการจ้างงานและแก้ปัญหาการตกงานที่อาจจะมากขึ้นในปีหน้าแล้ว สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ชัดเจนคือ รัฐบาลจะไม่เพิ่มภาระให้ประชาชนและไม่มีการเรียกเก็บภาษีเพิ่มในทุกประเภท ที่สำคัญอาจมีข่าวดีเร็วๆ นี้ โดยเฉพาะการนำมาตรการปรับลดภาษีมาใช้ ทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลจากปัจจุบันที่จัดเก็บอยู่ที่ 30% ของกำไรสุทธิ อาจปรับลดลง 5% เหลือ 25% หรือคิดเป็นเม็ดเงินที่จะสูญเสียประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่จะได้รับตามมา เพราะการลดภาษีจะช่วยชะลอการปลดคนงาน และเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนใหม่หรือขยายการลงทุนได้  ขณะเดียวกัน ยังมีข่าวดีอีก เพราะอาจปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งปกติจัดเก็บอยู่ที่ 5-37% ลงมาด้วย แต่อยู่ระหว่างศึกษาว่าควรปรับลดลงมาที่อัตราใดเพื่อให้เกิดความเหมาะสม ในการช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าให้ประชาชนมีความสามารถในการจับจ่ายและทำให้คนไม่เลี่ยงการเสียภาษีอีก ซึ่งอาจจะมีทั้งการลดอัตราลงมาและการเพิ่มค่าลดหย่อนก่อนเสียภาษีเพื่อให้ทุกคนได้ประโยชน์

 ""การปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา จะช่วยแก้ปัญหาปลดคนงานได้ และยังจะทำให้มีคนเข้ามาเสียภาษีเยอะขึ้น ไม่หนีภาษีอีกต่อไป รายได้ที่สูญไปจากกลุ่มนี้อาจจะทดแทนด้วยการเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันและเหล้าเพิ่มเติม เพราะเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยและช่วยลดการใช้น้ำมันลง รวมถึงการต้องเพิ่มการขาดดุลงบประมาณมากขึ้นในช่วงแรกๆ ของปีที่ปรับลดภาษี ผมยอมรับว่าช่วงต้นอาจถูกด่าบ้างแต่ถ้าในระยะยาวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระบบก็ต้องยอม"" นายสุชาติกล่าว  นายสุชาติยังชี้ว่า จากแนวโน้มภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวลง โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมหรู ราคาแพง กระทรวงการคลังจึงเตรียมพิจารณาปรับเกณฑ์การจำกัดสัดส่วนการถือครองหรือเป็นเจ้าของคอนโดของชาวต่างชาติ จากเดิมที่ให้ไม่เกิน 49% ก็อาจปรับเป็นสามารถถือครองได้ 100% รวมถึงสามารถให้ต่างชาติเข้ามาซื้อบ้านและที่ดินในประเทศไทยได้จากเดิมจะให้เช่าได้ 90 ปีเท่านั้น เรื่องนี้แม้จะมีการคัดค้านมาก่อน แต่ก็อยากให้เข้าใจว่าการซื้ออสังหาฯ นักลงทุนต่างชาติไม่สามารถนำกลับประเทศได้ ทุกอย่างก็จะยังอยู่ในประเทศไทยและยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้คนไทยด้วยซ้ำ

 รมว.คลังยังกล่าวถึงการดำเนิน 6 มาตรการ 6 เดือนช่วงที่ผ่านมาว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจ ซึ่งการลดภาษีแม้ทำให้รัฐสูญเสียเงินไป 4.6 หมื่นล้านบาท แต่ผลประโยชน์จะกลับมา 1.5 เท่า หรือประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท ภายใน 1 ปีถึง 1 ปีครึ่ง นอกจากนี้ยังเตรียมเสนอเพิ่มงบกลางปี 1 แสนล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อนำไปใช้ในโครงการของประชาชนในระดับรากหญ้า แต่ทั้งนี้จะต้องถามความคิดเห็นจากทุกฝ่ายก่อนว่าเหมาะสมหรือไม่ รวมถึงการเร่งโครงการเมกะโปรเจกท์ 1.99 ล้านล้านบาท ทั้งในส่วนของรถไฟฟ้า ทำถนน ด้านสาธารณสุข การศึกษา

 รายงานข่าวแจ้งว่าแนวทางการปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่กระทรวงการคลังเคยศึกษาไว้ก่อนหน้านี้ เช่น การหักค่าลดหย่อนในส่วนของรายจ่ายส่วนบุคคลที่ 40% หรือไม่เกิน 6 หมื่นบาทนั้นอาจจะขยายเพิ่มเป็น 1 แสนบาท ซึ่งเป็นแนวทางที่ยังไม่ได้มีการนำมาใช้ หรืออาจเป็นการขยายฐานรายได้ผู้เสียภาษีจาก 1.5 แสนบาท เพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งจะช่วยให้มีจำนวนผู้เสียภาษีที่รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ลดลง ส่วนการลดที่ตัวอัตรานั้น อาจเป็นสิ่งที่ทำได้ยากเพราะต้องมีการแก้ประมวลรัษฎากรซึ่งใช้เวลานาน

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนเห็นด้วยต่อการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะได้เรียกร้องให้ภาครัฐดำเนินการมานานแล้ว และถ้ารัฐบาลลดภาษีจริงจะช่วยให้ภาคธุรกิจเหลือเงินมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินดังกล่าวไปใช้ลงทุนเพิ่มเติม หรือนำเงินมาปันผลให้ผู้ถือหุ้น หรือนำมาจ่ายโบนัสให้แก่พนักงาน อันจะทำให้เงินภาษีที่ผู้ประกอบการได้ลด เข้ามาหมุนในระบบเศรษฐกิจได้หลายรอบ

 นายธนิตเห็นว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจปกติและภาคธุรกิจมีกำไร การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง 5% จะมีผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ในปัจจุบันธุรกิจมีกำไรไม่มาก โดยบริษัทที่ผลิตส่งออกเริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามาลดลงและธุรกิจโรงแรมเริ่มมีการยกเลิกการจองทัวร์ เพราะปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศและปัญหาเศรษฐกิจโลกส่งผลให้ผู้ประกอบการมีกำไรไม่มาก หรือไม่มีกำไร และจะทำให้มาตรการลดภาษีไม่ช่วยกระตุ้นการบริโภคมากนัก  ทั้งนี้การพิจารณาลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจะต้องพิจารณาลดภาษีให้แก่ผู้มีกำไรทุกระดับ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการทั้งเอสเอ็มอีและรายใหญ่ได้รับประโยชน์ ถ้ารัฐบาลพิจารณาลดภาษีให้เฉพาะผู้ประกอบการที่ต้องเสียภาษี 30% ก็จะทำให้ประโยชน์ตกอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือธุรกิจข้ามชาติ เพราะธุรกิจที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราสูงสุด 30% จะเป็นธุรกิจรายใหญ่  นายธนิตกล่าวว่า นอกจากลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว รัฐบาลควรมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านอื่นเข้ามาด้วย โดยเฉพาะการเร่งอัดงบประมาณเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆ และการช่วยเหลือเรื่องสภาพคล่องให้แก่เอสเอ็มอี เพราะเอสเอ็มอีกำลังมีปัญหา

จากการที่สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น  เช่นเดียวกับนายดุสิต นนทะนาคร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยเรียกร้องให้ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลมานานแล้ว ซึ่งการที่รัฐบาลลดภาษีครั้งนี้จะเป็นตัวช่วยลดภาระของผู้ประกอบการที่มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2551 ไม่ดี และการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะทำให้ประชาชนประหยัดรายจ่ายภาษีมากขึ้น และช่วยให้ประชาชนมีกำลังซื้อและมีความเชื่อมั่นในการบริโภคมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเนื่องถึงภาคธุรกิจด้วย เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจไม่ดีส่งผลให้ทุกคนระมัดระวังการใช้จ่ายเงินในกระเป๋า

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ