Loading

ขยายค้ำประกันเงินฝาก 3 ปี คลังชง ครม.อนุมัติหวังเพิ่มเชื่อมั่นผู้ฝากสกัดถอนเงิ

วันที่ : 25 ตุลาคม 2551
ขยายค้ำประกันเงินฝาก 3 ปี คลังชง ครม.อนุมัติหวังเพิ่มเชื่อมั่นผู้ฝากสกัดถอนเงิน

          ขุนคลังชี้บาทอ่อนเหมาะสมดีแล้ว ดันส่งออก-เกษตรรายได้เพิ่ม ยันไม่กระทบการกู้เงินต่างประเทศ เตรียมชง ครม. อังคารหน้าขยายเวลาค้ำประกันเงินฝาก 100% เป็น 3 ปี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นผู้ฝากเงิน ด้าน สบน.กำหนดกรอบหนี้สาธารณะ 4 ปีข้างหน้า ไม่เกิน 41.59% ของจีดีพี พร้อมผ่อนผัน 13 รสก. กู้เงินเพิ่มทำเมกะโปรเจกต์ ด้านแบงก์ชาติขานรับสภาพคล่องระบบการเงินไทยแกร่ง

 

          นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์ที่เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบ 2 ปี จนส่งผลทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงอยู่ที่ระดับ 34.86 บาทต่อดอลลาร์ ว่า สถานการณ์ที่เงินบาทอ่อนค่าก็เป็นไปตามสถานการณ์ที่เงินสกุลดอลลาร์แข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ตาม เห็นว่าค่าเงินบาทที่อยู่ในระดับนี้ก็เป็นระดับที่ทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ ซึ่งก็ถือว่าค่าเงินบาทที่อ่อนค่าอยู่ในระดับนี้ถือว่าเหมาะสมแล้ว ทั้งนี้ จากผลการวิจัยพบว่า เงินบาทอ่อนค่าลงทุก 1 บาท จะส่งผลทำให้ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันสูงขึ้น 10 สตางค์ต่อลิตร แต่ที่เหลืออีก 90 สตางค์ จะส่งผลดีทำให้ภาคการส่งออกและภาคการเกษตรมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลต้องการคือมุ่งส่งเสริมการส่งออก อีกทั้ง ยังมุ่งสร้างรายได้ให้กับกลุ่มคนยากจนให้สามารถมีรายได้มากขึ้น

 

          ค่าบาทขณะนี้เป็นไปในทิศทางที่ฝ่ายการเมืองต้องการจะเห็น และถือเป็นทิศทางที่เหมาะสม โดยเงินบาทที่อ่อนค่าลงจะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกและภาคการเกษตร ซึ่งจะทำให้เกษตรกร คนที่ทำงานโรงงาน ซึ่งกลุ่มคนพวกนี้ถือเป็นคนยากจนที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะเพิ่มรายได้ให้ และทำให้สามารถแข่งขันได้อยู่แล้ว นายสุชาติ กล่าว

 

          อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการที่เงินบาทอ่อนค่าลงนั้น จะไม่ส่งผลกระทบต่อการกู้เงินตราต่างประเทศอย่างแน่นอน เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยมีหนี้ต่างประเทศซึ่งเป็นเงินสกุลดอลลาร์อยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และแผนการกู้เงินส่วนใหญ่จะเป็นแผนระยะยาว 20-30 ปี ทั้งนี้ ในส่วนของการดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมนั้น ก็เป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะพิจารณาใช้เครื่องมือต่างๆ ในการบริหารจัดการ

 

          นอกจากนั้น รัฐบาลยังมีมาตรการต่างๆ เพื่อที่จะรอบรับกับวิกฤติเศรษฐกิจโลก ที่อาจจะส่งผลทำให้เกิดการว่างงานเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) ส่วนด้านรากหญ้านั้น ธนาคารออมสินก็เตรียมเพิ่มวงเงินปล่อยสินเชื่อในกองทุนหมู่บ้านอีกประมาณ 1 หมื่นล้านบาท รวมไปถึงการขยายวงเงินการค้ำประกันเงินฝาก โดยในวันอังคารที่ 28 ต.ค.51 กระทรวงการคลังจะเสนอเรื่องการขยายเวลาค้ำประกันเงินฝากให้กับผู้ฝากเงิน 100% กับสถาบันการเงิน ออกไปเป็น 3 ปี ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พิจารณา เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับผู้ฝากเงินไม่ให้ตื่นตระหนกแห่ถอนเงินในภาวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังผันผวน

 

          ทั้งนี้ สำหรับกรณีที่มีผู้ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการนำบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นั้น เห็นว่าทุกฝ่ายสามารถที่จะออกมาแสดงความคิดความเห็นต่างๆ ได้ โดยสำหรับการพิจารณาในเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

 

          นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สภาพคล่องในระบบการเงิน และฐานะของธนาคารพาณิชย์ไทยไม่มีปัญหา โดยยังแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับความผันผวนจากวิกฤติการเงินโลกได้ ขณะนี้ยังมีสภาพคล่องส่วนเกินเหลือในระบบที่ธนาคารพาณิชย์เข้ามาลงทุนในตราสารต่างๆ ของ ธปท.ถึงวันละ 4-5 แสนล้านบาท เห็นได้จากเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามมาตรฐาน BIS ทั้งระบบ ปัจจุบันอยู่ที่กว่า 15% สูงกว่าเกณฑ์ตามกฎหมายที่ 8.5% ค่อนข้างมาก และจากการติดตามของ ธปท.ก็ยังไม่พบปัจจัยที่จะทำให้เงินกองทุนของระบบธนาคารจะลดลงไปมาก ปัจจัยที่ช่วยยืนยันถึงฐานะของธนาคารพาณิชย์ขณะนี้ ได้แก่การที่มีกำไรค่อนข้างดี และสินเชื่อยังขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ที่สูง และมีแนวโน้มที่ธุรกิจขนาดใหญ่จะหันมาใช้สินเชื่อจากธนาคารในประเทศมากขึ้น หลังการกู้ยืมเงินในต่างประเทศทำได้ยากขึ้นในภาวะปัจจุบัน

 

          ด้าน นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)  กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการฯ อนุมัติผ่อนผันหนี้ให้กับรัฐวิสาหกิจจำนวน 13 แห่งที่มีสัดส่วนรายได้ต่อภาระหนี้สินไม่ถึง 1.5 เท่า  สามารถกู้เงินเพิ่มเพื่อดำเนินการโครงการเมกะโปรเจกต์ได้ นอกจากนี้ ยังกำหนดกรอบหนี้สาธารณะในแต่ละปี แบ่งเป็น ปี 52 อยู่ที่ 38.07% ต่อจีดีพี หรือ 3.905 ล้านล้านบาท, ในปี 53 เพิ่มเป็น 40.79% ต่อจีดีพี หรือ 4.519 ล้านล้านบาท, ปี 54 เพิ่มเป็น 41.47% ต่อจีดีพี หรือ 4.962 ล้านล้านบาท และปี 55 อยู่ที่ 41.59% ต่อจีดีพี หรือ 5.374 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม สำหรับหนี้สาธารณะที่ผ่านมามีสัดส่วนต่อจีดีพีลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าฐานะการคลังมีความแข็งแกร่ง โดยหนี้สาธารณะคงค้าง ณ เดือน ส.ค.51 มีเพียง 35.49% ของจีดีพี ทำให้รัฐบาลกู้หนี้ได้เต็มอัตรา เพื่อดำเนินโครงการเมกะโปรเจกต์ได้ถึงปี 55 ซึ่งจะทำให้หนี้ในปี 55 อยู่ที่ 41.59% ซึ่งต่ำกว่ากรอบที่วางไว้ 50% ของจีดีพี

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ