Loading

สศค.ห่วงเศรษฐกิจทรุด จี้รัฐนำร่องลงทุน-ลดดบ

วันที่ : 25 ตุลาคม 2551
สศค.ห่วงเศรษฐกิจทรุด จี้รัฐนำร่องลงทุน-ลดดบ.

         สศค.ชี้เศรษฐกิจไทยปีหน้าขยายตัว 4-5% เน้นภาครัฐเป็นตัวนำในการลงทุน ฟื้นความมั่นใจให้ภาคเอกชน ชี้ไตรมาส 4 ปีนี้อาจเห็นดอกเบี้ยนโยบายลดลงประมาณ 0.25% และจะลดลงต่อเนื่องในปีหน้า เนื่องจากดอกเบี้ยในต่างประเทศและเงินเฟ้อลดลง เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวชัดเจน

          นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการส่วนการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค รักษาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กล่าวในการสัมมนา "พลังงาน พลังเงิน และพลังเศรษฐกิจไทย" ซึ่งจัดขึ้นโดยธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) ในหัวข้อ "ทิศทางเศรษฐกิจไทยในอนาคต" ว่า ทิศทางของเศรษฐกิจไทยในปีหน้านั้นคาดว่าจะมีการขยายตัวอยู่ที่ 4-5% โดยการบริโภคของภาคเอกชนนั้นจะยังคงขยายตัวได้จากอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง แต่ปัญหาการขาดความเชื่อมั่นจะทำให้การบริโภคฟื้นตัวช้า ดังนั้น ภาครัฐต้องมีการเร่งเบิกจ่ายประจำให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อช่วยพยุงการบริโภครวมภายในประเทศ ขณะที่ทิศทางการลงทุนภายในประเทศนั้นการลงทุนเอกชนจะมีการฟื้นตัวช้ามาก จากความไม่เชื่อมั่นทั้งจากปัญหาภายในประเทศและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาครัฐโดยเฉพาะในโครงการเมกะโปรเจกต์จะต้องเป็นตัวนำในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชน

          สำหรับการส่งออกนั้นจะไม่เอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจเหมือนในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลก โดยการส่งออกน่าจะมีการขยายตัวอยู่ที่ 11-13% จากในปีนี้คาดว่าจะมีการขยายตัวอยู่ที่ 20% ด้านการนำเข้านั้นการขยายตัวก็มักจะมีการชะลอลงเช่นกัน ตามราคาน้ำมันที่ลดลง โดยน่าจะมีการขยายตัวอยู่ที่ 10.5-12.5% จากในปีนี้น่าจะขยายตัวอยู่ที่ 29.8%         

          นายเอกนิติ กล่าวว่า ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยนั้นประกอบด้วยปัจจัยเสี่ยงจากภายนอก คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่อาจจจะมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ค่าเงินบาทและตลาดเงินตลาดทุนผันผวน และสภาพคล่องตึงตัว โดยแนวนโยบายเศรษฐกิจที่เหมาะสมคือ การกระจายตลาดส่งออกสินค้าไปยังประเทศเกิดใหม่ที่ยังเติบโตพอใช้ เช่น ตะวันออกกลาง เอเชีย แอฟริกา ละติน อเมริกา รวมถึงการดูแลค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับค่าเงินคู่ค้าเพื่อสนับสนุนการส่งออก พร้อมกันนั้นต้องดูแลสภาพคล่องให้เพียงพอและปรับนโยบายการเงินให้เร็วสอดคล้องกับสถานการณ์

          ส่วนปัจจัยเสี่ยงภายใน คือ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ยังอ่อนแอและฟื้นตัวช้า ธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง และผู้ที่มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบรุนแรงจากการชะลองตัวทางเศรษฐกิจ และขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง โดยแนวนโยบายที่เหมาะสมคือ การเร่งใช้จ่ายภาครัฐเป็นตัวกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนตาม โดยเฉพาะการสร้างความชัดเจนในโครงการเมกะโปรเจกต์ และการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจให้เป็นรูปธรรม

          ทั้งนี้ ทิศทางแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยเริ่มมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลง โดยน่าจะเห็นเร็วสุดในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ซึ่งน่าจะเห็นเร็วที่สุดในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ซึ่งน่าจะมีการลดลงมาประมาณ 0.25% ส่วนในปีหน้าจะยังมีแนวโน้มที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยโลก และอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงมาอย่างต่อเนื่องและการชะลองตัวของเศรษฐกิจมีอย่างชัดเจน

          สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในปีหน้าเฉลี่ยจะอยู่ที่ระดับ 33-35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากในปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 33.2 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

          "ในปีหน้าภาคธนาคารพาณิชย์จะเป็นส่วนที่มีบทบาทสำคัญมาก จากการปล่อยสินเชื่อ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจเดินต่อไปได้ โดยทางภาครัฐต้องมีการดูแลเพื่อให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อได้ด้วยซึ่งสถานะของธนาคารพาณิชย์ไทยขณะนี้ถือว่ามีความแข็งแกร่งมาก โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงเฉลี่ยอยู่ที่ 15-16% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กำหนดให้อยู่ที่ 8.5%" นายเอกนิติกล่าว

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ