Loading

แบงก์ชาติลดเป้าศก.ปีหน้า โต3.8-5%-ส่งออก หืด

วันที่ : 18 ตุลาคม 2551
แบงก์ชาติลดเป้าศก.ปีหน้า โต3.8-5%-ส่งออก หืด

          ธปท.ลดเป้า ศก.ปีหน้าโตเหลือ 3.8-5.0% ใกล้เคียงกับปีนี้ ผลจากซับไพรม์-การเมือง กระทบส่งออก-ท่องเที่ยว พาณิชย์หนักใจส่งออกปีหน้าหืดขึ้น ส่วน ก.ย.นำเข้าน้ำมันยังกระฉูด เพิ่มพรวด 49% ราคาน้ำมันโลกต่ำกว่า 70 ดอลล์แล้ว โอเปคเรียประชุมด่วน คาดลดผลิต 1 ล้านบาร์เรล ไอเอ็มเอฟเตือนเอเชียเร่งค้ำประกันเงินฝาก หวั่นข่าวลือวิกฤตโลกลามกระทบแบงก์ในภูมิภาค

          ธปท.ปรับลดจีดีพีเหลือ3.8-5%

          เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม นางสาวดวงมณี วงศ์ทวีป ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้ปรับลดประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้เหลือ 4.3-5.0% จากเดิมที่ 4.8-5.8% และปรับประมาณการปี 2552 ขยายตัว 3.8-5.0% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 4.3-5.3% โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสองปีนี้ขยายตัว 5.3% ลดลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 6.1% และต่ำกว่าที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดการณ์ไว้ ซึ่งเกิดจากการชะลอใช้จ่ายของภาคเอกชนและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักธุรกิจที่ลดลงด้วย ทำให้ครึ่งปีแรกเศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ย 5.7% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการส่งออกที่ยังขยายตัวดี แต่ในสองเดือนแรกของครึ่งปีหลัง เริ่มมีสัญญาณการชะลอตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวและการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้กำลังซื้อลดลง รวมถึงความวุ่นวายทางการเมืองด้วย ขณะที่เสถียรภาพด้านราคาก็ลดลงจากราคาน้ำมันที่ลดลง

          อนึ่ง ก่อนหน้านี้ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันมาตลอดว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐที่ออกมาก่อนหน้านี้จะทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 6%

          ส่งออก-ท่องเที่ยวส่อเค้าทรุด

          นางสาวดวงมณีกล่าวว่า ขณะนี้ความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าประมาณการมีมากกว่าปัจจัยบวก คือผลกระทบจากวิกฤตการเงินสหรัฐ ที่มีโอกาสจะลุกลามและกระทบต่อภาคธุรกิจที่แท้จริงอย่างเป็นนัยสำคัญ และมีผลกระทบต่อเนื่องถึงตลาดเกิดใหม่ แม้ว่าเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจะช่วยลดแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจบ้าง แต่มีผลน้อยกว่าผลกระทบต่อการส่งออกที่จะชะลอลง นอกจากนั้นการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2552 อาจจะต่ำกว่าที่เป้าที่ตั้งไว้ 94% จากความไม่มั่นคงทางการเมือง และปัจจัยการเมืองอาจจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวมากกว่าที่คาดไว้ก็ได้

          น้ำมันช่วยดึงเงินเฟ้อลด

          "นอกจากนี้ยังมีการปรับลดประมาณการเงินเฟ้อปี 2551 ลงด้วย โดยเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะอยู่ที่ 2.0-2.5% จากประมาณการเดิม 2.8-3.8% และคาดว่าปี 2552 จะอยู่ 2-3% จากประมาณการเดิม 3-4% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 6-6.5% จากเดิมคาดว่าจะอยู่ที่ 7.5-8.8% และปี 2552 คาดว่าจะอยู่ที่ 3-4% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 5-7.5%" นางสาวดวงมณีกล่าว และว่า สาเหตุที่ปรับลดประมาณการเงินเฟ้อ เนื่องจากราคาน้ำมันลดลงกว่าที่คาดการณ์จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงผลของ 6 มาตรการที่บรรเทาค่าครองชีพของประชาชน มีความชัดเจนขึ้น และช่วยบรรเทาความกังวลของประชาชน เกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ รวมถึงการคาดการณ์เงินเฟ้อที่เริ่มปรับลดลง

          พาณิชย์หนักใจส่งออกปีหน้าแย่

          วันเดียวกัน ที่กระทรวงพาณิชย์ นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ต้องยอมรับว่าปัญหาซับไพรม์และวิกฤตการเงินได้ส่งผลกระทบถึงการส่งออกของไทยบ้างแล้ว  โดยจะกระทบมากขึ้นและค่อนข้างหนักใจสำหรับการส่งออกในปี 2552 แต่กระทรวงพาณิชย์ยังคงเป้าหมายการส่งออกขยายตัว 10% หรือมูลค่าประมาณ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากปี 2551 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 15-20% หรือมูลค่าประมาณ 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 คาดว่าการส่งออกจะทรงตัว แต่มูลค่าเฉลี่ยต่อเดือนจะไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะเป็นคำสั่งซื้อล่วงหน้า

          ก.ย.ยังโต19%แต่นำเข้าน้ำมันพุ่ง

          นายศิริพลกล่าวถึงการส่งออกในเดือนกันยายน 2551 ว่ามีมูลค่า 15,868 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 19.4% เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน และลดลงเล็กน้อยจากเดือนสิงหาคม 2551 ที่มีมูลค่า 15,887 ล้าน ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 39.4% มูลค่า 15,735 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้เดือนกันยายน 2551 ไทยได้ดุลการค้า 133 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสถิติ 9 เดือน ไทยส่งออกแล้ว 1.35 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 23.9% นำเข้ามีมูลค่า 1.38 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 35.8% และขาดดุลการค้าสะสม  2,742 ล้านเหรียญสหรัฐ

          นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า การส่งออกเดือนกันยายนขยายตัวได้ดีในทุกหมวดสินค้า โดตลาดใหม่ขยายตัวเพิ่มจาก 46.3% เป็น 48.3% ที่สำคัญคือการส่งออกไปสหรัฐ ขยายตัว 10.4% ญี่ปุ่น 20.3% สหภาพยุโรป 10.1% อาเซียน 28% ตะวันออกกลาง ขยายตัว 40.7% แอฟริกา 65.7% ยุโรปตะวันออก 44.4% อินเดีย 56.6%

          นายราเชนทร์กล่าวว่า สำหรับการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น เป็นการนำเพื่อขยายการลงทุนเพื่อส่งออกในอนาคต จึงไม่น่าเป็นห่วง โดยเดือนกันยายน 2551 มีการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 42.1% มูลค่า 2,756 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าทุนนำเข้ามูลค่า 3,544 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 14.2% วัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูปนำเข้ามูลค่า 7,557 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 59.2% ขณะที่ทองคำมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นในแง่ปริมาณ 1,743% หรือ 35 ตัน ใกล้เคียงเดือนสิงหาคม 2551 ที่นำเข้า 36 ตัน เนื่องจากผู้บริโภคและนักลงทุนหันซื้อทองคำมากขึ้น

          เหนือยอดลงทุนลดฮวบ71%

          ที่โรงแรมเซ็นทารา ดวงตะวัน เชียงใหม่ นางบุษกร วุฒิวิจารณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 1 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แถลงภาวะการลงทุนภาคเหนือตอนบน 9 เดือนแรก ปี 2551 ว่ามีการยื่นโครงการขอรับบีโอไอเพิ่มขึ้นร้อยละ 33 จาก 30 โครงการ ในปี 2550 เป็น 40 โครงการ ในปี 2551 แต่มูลค่าการลงทุนที่ได้รับการอนุมัติลดลงร้อยละ 71.80 จาก 4,446.90 ล้านบาท ในปี 2550 เหลือ 1,253.9 ล้านบาทในปีนี้ และจำนวนโครงการลดลงจาก 39 โครงการ เหลือ 29 โครงการ หรือร้อยละ 25.64 อุตสาหกรรมที่ได้รับบีโอไอและมีมูลค่าการลงทุนสูงเป็นอันดับหนึ่งคือ อุตสาหกรรมการเกษตรและผลิตผลทางการเกษตร รองลงมาคืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมเบาและอุตสาหกรรมโลหะหนัก ส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดเล็กและขนาดกลาง มีโรงงานตั้งกระจายอยู่ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ลำพูนและแม่ฮ่องสอน

          "การลงทุนของชาวไทยและชาวต่างประเทศลดลงทั้งคู่ แต่เชื่อว่าช่วงปลายปีนี้สถานการณ์จะดีขึ้น เพราะนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ส่งเสริมให้นักลงทุนเดิมปรับตัวเพื่อยกระดับการแข่งขันผ่านกองทุนพัฒนาความสามารถในการแข่งขันและการลงทุน ประกอบกับผู้ประกอบการมีการรวมตัวรองรับการขยายตัวของเส้นทางคมนาคมสายใหม่ที่เชื่อมโยงจีนตอนใต้กับจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน" นางบุษกรกล่าว

          ไอเอ็มเอฟเตือนเอเชียดูแลเงินฝาก

          สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ระบุว่า นายเดวิด เบอร์ตัน ผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวเตือนบรรดาประเทศในเอเชียว่าควรจะพิจารณาการค้ำประกันเงินฝากของประชาชนในธนาคารต่างๆ อย่างจริงจังเป็นมาตรการป้องกันไว้ก่อน แม้ว่าระบบสถาบันการเงินของเอเชียจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาและยุโรปไม่มากนักก็ตาม แต่ความไม่แน่นอนสูงมีความเสี่ยงจะเกิดความไม่พอใจของนักลงทุน ทำให้เกิดความตื่นกลัวว่าจะเกิดการระบาดของปัญหาในระบบธนาคารมีอยู่ทุกหนแห่ง ถ้าเกิดจะเกิดขึ้นเร็วและลุกลามไปได้มากทำให้ความเชื่อมั่นเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การแก้ไขจะยากและล่าช้า

          อ้างหลายปท.เอเชียค้ำเงินฝากแล้ว

          นายเบอร์ตันระบุว่า โดยพื้นฐานแล้วเอเชียยังดีอยู่แต่ความเชื่อมั่นในเวลานี้สั่นคลอนไปทั่วโลก เอเชียเองก็ควรตื่นตัวเตรียมพร้อมเพราะทุกสิ่งอาจเกิดขึ้นได้ในทุกๆ แห่ง และอาจลามออกไปนอกเหนือความควบคุมได้ง่ายๆ พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า สิงคโปร์, ฮ่องกง, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ ได้ประกาศค้ำประกันเงินฝากไปแล้ว แม้แต่ญี่ปุ่นเองก็รับปากว่าจะพิจารณากรณีนี้อย่างจริงจัง

          นายเบอร์ตันให้ความเห็นต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเอเชียว่า วิกฤตหนนี้ทำให้มีเงินไหลออกจากตลาดหุ้นและตลาดเงินในเอเชียแล้ว ที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือแรงกดดันต่ออัตราแลกเปลี่ยนและกองทุนในรูปของเงินดอลลาร์ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะตกต่ำลงเพราะผลกระทบต่อการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรป ทำให้เศรษฐกิจในเอเชียจะชะลอตังลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่เชื่อว่าจีนและอินเดียจะยังคงเป็นแหล่งขับเคลื่อนการขยายตัวในภูมิภาคอยู่ต่อไป ขณะที่ญี่ปุ่นจะกลายเป็นหลักในการสร้างเสถียรภาพให้กับระบบการเงินโลก เพราะธนาคารได้ผ่านการปรับโครงสร้างมาแล้ว ทั้งนี้ หากเกิดปัญหาขึ้นในเอเชีย ไอเอ็มเอฟพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและด้วยเงื่อนไขเบาบางที่สุด

          สวิสอัด6หมื่นล.ดอลล์อุ้มอีกแบงก์

          ด้านเอเพีรายงานมาจากกรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันเดียวกันนี้ว่า รัฐบาลสวิส อัดฉีดเม็ดเงินเกือบ 60,000 ล้านดอลลาร์ ผ่านธนาคารสวิส เนชั่นแนล แบงก์ (เอสเอ็นบี) หรือธนาคารกลางของสวิตเซอร์แลนด์ เข้าไปอุ้มกิจการของธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศคือ ยูบีเอส เอจี ที่ประสบปัญหาอย่างหนักจากการเข้าไปลงทุนในตราสารหนี้ที่เกี่ยวพันกับอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐ มูลค่าไม่น้อยกว่า 54,000 ล้านดอลลาร์ โดยส่วนหนึ่งจะเป็นการเข้าไปซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพ และเป็นสาเหตุเดียวกับที่ทำให้ธนาคารเครดิตสวิส ประสบปัญหา โดยเครดิตสวิสต้องการระดมทุนอีก 8,750 ล้านดอลลาร์

          น้ำมันแตะ70ดอลล์-โอเปคลดผลิต

          ที่สิงคโปร์ ราคาน้ำมันดิบไลท์สวีต ในตลาดสิงคโปร์ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย 2.50 ดอลลาร์ มาซื้อขายกันอยู่ที่ 72.35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากที่ราคาในตลาดไนเม็กซ์ลดลงมากกว่า 4 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 69.85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือว่าต่ำกว่า 70 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2550 ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ในตลาดลอนดอน ลดลงมาอยู่ที่ 66.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนที่จะปรับตัวสูงขึ้นในตลาดสิงคโปร์มาซื้อขายกันที่ 69.94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

          ผู้เชี่ยวชาญในวงการน้ำมันระบุว่า ราคาน้ำมันดิบในสหรัฐอเมริกาลดลงมากกว่า 4 ดอลลาร์ เพราะเม็ดเงินในการเก็งกำไรหาย ออกไปจากตลาดประกอบกับความต้องการที่แท้จริงก็ลดลง และเชื่อว่าระดับราคาน้ำมันจะลดต่ำลงไปอีก แม้ตลาดสิงคโปร์จะปรับขึ้นก็แค่เชิงเทคนิคเท่านั้น

          ผลกระทบต่อตลาดน้ำมันดังกล่าวทำให้กลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (โอเปค) ออกแถลงการณ์จัดการประชุมฉุกเฉินขึ้นในวันที่ 24 ตุลาคม โดยไม่รอการประชุมปกติที่จะมีขึ้นในวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ บรรดานักวิเคราะห์เชื่อว่าโอเปคจะประกาศปรับลดการผลิตลงราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อพยุงระดับราคาให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างที่ต้องการ

         

 

ที่มา: http://www.matichon.co.th/matichon

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ