Loading

ดัน 6 มาตรการรับวิกฤติโล

วันที่ : 14 ตุลาคม 2551
ดัน 6 มาตรการรับวิกฤติโลก

อัดฉีดเต็มพิกัดสกัดลามทุ่งเข้าไทย 1.2 ล้านล้าน

 

ผวาวิกฤติโลกลามทุ่งข้ามฝั่งไทย รัฐบาลเรียกถกด่วนทีมเศรษฐกิจ ชงโอสถทิพย์ผุด 6 มาตรการร้อนอัดฉีดเงินสู่ระบบ 1.2 ล้านล้านบาท รับมือแก้พิษเศรษฐกิจ มั่นใจได้ผลชะงัด ด้านนายแบงก์ส่งสัญญาณเตือนภัย ระวังเศรษฐกิจไทยปีหน้าถึงคราวเผาจริงแน่นอน

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีหุ้นไทยปิดบวก 5.39% ซึ่งเป็นไปตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคที่ส่วนใหญ่ดีดตัวขึ้นแรง โดยตลาดหุ้นฮ่องกงพุ่งขึ้นกว่า 10% ขณะที่นักลงทุนกลับเข้าซื้อหุ้นขนาดใหญ่ ที่มีแรงขายมากเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงาน และธนาคาร หนุนให้ดัชนีหุ้นยืนอยู่ในแดนบวกตลอดทั้งวัน โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ประจำวันที่ 13 ต.ค.51 ปิดบวก 24.37 จุด มาที่ 476.33 จุด ระหว่างวัน ดัชนีปรับขึ้นทำระดับสูงสุดที่ 483.45 จุด และต่ำสุดที่ 451.04 จุด ด้วยมูลค่าซื้อขาย 16,854.75 ล้านบาท

 

นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจและหน่วยงานด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือถึงแนวทางการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจโลก หลังจากธนาคารกลางสหรัฐและยุโรปประกาศอุ้มธนาคารชั้นนำ ทำให้มีฐานะดีขึ้นและสามารถทำธุรกิจการเงินกับสถาบันการเงินประเทศต่างๆ ได้เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้ออก 6 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

 

สำหรับ 6 มาตรการ ประกอบด้วย 1.มาตรการด้านตลาดทุน กระทรวงการคลังเห็นชอบขยายวงเงินการซื้อกองทุน RMF และ LTF จาก 500,000 เป็น 700,000 บาท การดึงกองทุนแมชชิ่งฟันด์ กองทุนภาคเอกชน และกองทุนต่างๆ รับมือการขายหุ้นของต่างชาติที่มีในไทย 110,000 ล้านบาท การจัดตั้งกองทุนโดยความร่วมมือของเอกชนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รวม 2,000 ล้านบาท และการจัดตั้งกองทุนแมชชิ่งฟันด์ ของ ตลท.กับสถาบันการเงิน รวม 10,000 ล้านบาท การส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ซื้อหุ้นคืน 30,000 ล้านบาท 2.มาตรการดูแลสภาพคล่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยืนยันสภาพคล่องในระบบมีเพียงพอประมาณ 1 ล้านล้านบาท และจะดูแลให้มีการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและเพียงพอต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และจะพยายามให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 หรือประมาณ 400,000 ล้านบาท ส่วนธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน เอสเอ็มอีแบงก์ จะขยายสินเชื่อเพิ่มจาก 1.1 ล้านล้าน เป็น 1.15 ล้านล้านบาท หรือเป็น 50,000 ล้านบาทให้เอสเอ็มอีรายย่อย

 

3.มาตรการเร่งรัดรายได้ส่งออกและการท่องเที่ยว เพื่อให้การส่งออกและท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5% โดยให้การส่งออกทำรายได้เพิ่มขึ้น 300,000 ล้านบาท ท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 60,000 ล้านบาท โดยกระทรวงพาณิชย์จะขยายตลาดในเอเชียและเพื่อนบ้าน ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย แอฟริกา ลาตินอเมริกา ซึ่งยังพอมีกำลังซื้อ โดยใช้ทีมไทยแลนด์ซึ่งมีผู้บริหารภาครัฐและเอกชนร่วมกันเจรจาการค้าการลงทุน 4.มาตรการสร้างเศรษฐกิจในประเทศ ด้วยการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ โดยกระทรวงการคลังจะเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 180,000 ล้านบาท การส่งเสริมกองทุนหมู่บ้าน ดูแลสินค้าโอท็อป 5.มาตรการเร่งรัดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ มีเงินลงทุนจาก 250,000 เป็น 350,000 ล้านบาท โดยเร่งรัดลงทุนระบบรถไฟฟ้า 60,000 ล้านบาท การพัฒนาระบบขนส่งทั่วประเทศ 10,000 ล้านบาท และการลงทุนด้านพลังงานอีก 30,000 ล้านบาท และ 6.มาตรการประชาคมการเงินเอเชีย เพื่อความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในแถบอาเซียน โดยเฉพาะในช่วงปลายปีนี้ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมผู้นำอาเซียน โดยจะมีแนวทางหารือเจรจาการขยายความร่วมมืออาเซียน +6 ซึ่งเป็นความริเริ่มใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นกับประเทศต่างๆ เพื่อให้เป็นศตวรรษใหม่ของเอเชีย ด้วยการเสนอให้อาเซียนร่วมมือกับออสเตรเลีย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ โดยเชื่อมั่นว่าหากรัฐบาลดำเนินมาตรการดังกล่าวจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัว 5.1% และปี 2552 4%

 

ขณะที่นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัญหาวิกฤติสถาบันการเงินสหรัฐ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกให้ชะลอ และกระทบต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน โดยเริ่มเห็นผลกระทบตั้งแต่ปลายปีนี้ และจะมีผลกระทบอย่างหนัก หรือที่เรียกกันว่า เผาจริงในปี 2552 รวมทั้งในปี 2553 จะเห็นผลกระทบชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากภาคธุรกิจจะขายสินค้าได้น้อยลง การส่งออกจะชะลอการเติบโต เพราะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ชะลอตัว และการบริโภคภายในประเทศ ยังชะลอต่อเนื่อง ทำให้จะเกิดปัญหาการชำระคืนหนี้ และยอดสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล จะเพิ่มขึ้น ดังนั้น ทางธนาคารไทยพาณิชย์จึงได้เข้าไปดูแล และให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าให้พิจารณาอย่างรอบคอบและระมัดระวังในการขยายการลงทุน หากลูกค้ารายใดที่ยังไม่มีความจำเป็นในการขยายการลงทุน ให้ชะลอการขอสินเชื่อไปก่อน รวมทั้งเตือนให้ลูกค้าระวังผลกระทบทางเศรษฐกิจครั้งนี้ ซึ่งยังไม่สามารถประเมินระยะเวลา และมูลค่าความเสียหายได้

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ