Loading

ธปท.ยันสภาพคล่องสูง จีดีพี-ลงทุนชี้ทางดอกเบี้

วันที่ : 13 ตุลาคม 2551
ธปท.ยันสภาพคล่องสูง จีดีพี-ลงทุนชี้ทางดอกเบี้ย

           แบงก์ชาติยันไทยสภาพคล่องสูงถึง 1 ล้านล้านบาท  ส่วนแบงก์ชี้วิกฤติการเงินโลกทรุด   คาดกระทบเป้าจีดีพีปีนี้วูบเหลือ 4.7% ส่วนปีหน้าหล่นตุ้บแค่ 3.9% เห็นกนง.หั่นดอกเร็วสุดวันที่ 3 ธ.ค.นี้  และช้าสุดไตรมาส 2 ปีหน้าพยุงเศรษฐกิจและกระตุ้นลงทุนในประเทศ   แต่การเมืองถ่วงเศรษฐกิจและการลงทุนอีกทาง  ไม่เอื้อลดดอกเบี้ยได้เต็มที่

          นายบัณฑิต  นิจถาวร  ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า  สภาพคล่องทางการเงินในประเทศยังมีเพียงพอประมาณ 1 ล้านล้านบาท และสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ยังคงขยายตัวได้ดี  โดยเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ขยายตัว 11%

          ส่วนคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาตามสถานการณ์ที่เหมาะสม  ซึ่งการออกมาตรการดูแลสถาบันการเงินของสหรัฐ ,อังกฤษ,ยุโรปเชื่อว่าวิกฤติสถาบันการเงินจะเริ่มคลี่คลายลงได้

          นางสาวอุสรา  วิไลพิชญ์  นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด(ไทย) กล่าวว่า จะเห็น ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วสุดในวันที่ 3 ธ.ค.นี้ และช้าสุดจะลดดอกเบี้ยในไตรมาส 2/2552เพราะวิกฤติการเงินโลกส่งผลกระทบให้อัตราการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ(GDP) ปี 2551 อยู่ที่ 4.7%  ส่วน GDP ปี 2552 อยู่ที่ 3.9%  จึงคาดว่าอัตราดอกเบี้ยของไทยปีหน้าจะลดลงถึง 0.75% หรือหากเศรษฐกิจต่ำกว่าคาดการณ์ไว้จะลดลงมากกว่า 0.75%  จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.75%  ส่วนอัตราเงินเฟ้อปีนี้คาดอยู่ที่ 6.4%  และปีหน้าอยู่ที่ 2.5%

          นายเผด็จ  พิรุฬห์สิทธิ์   ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) BT  กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)วันที่ 3 ธ.ค.คาดว่าจะลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% มาอยู่ที่ 3.50% จาก 3.75% เพื่อเป็นแนวทางเดียวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก และประคับประคองเศรษฐกิจ รวมทั้งกระตุ้นการลงทุนในประเทศ  ขณะที่ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงจะส่งผลให้แรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อลดลงด้วย

          ทั้งนี้หากธปท.ลดอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลเชิงบวกจิตวิทยาการลงทุนเพียงบางส่วนเท่านั้นเพราะนักลงทุนส่วนใหญ่กังวลวิกฤติการเงินโลก  จึงชะลอการลงทุน  ส่วนทิศทางดอกเบี้ยไทยจะปรับลดต่ำสุดเท่าใดขึ้นอยู่กับความต้องการใช้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ โดยเฉพาะการสนับสนุนเมกะโปรเจ็กต์  การกระตุ้นการใช้จ่ายภาคเอกชนเพราะที่ผ่านมาไทยได้รับอานิสงส์เชิงบวกแล้วจากราคาน้ำมันลดลง

          นายเผด็จ กล่าวต่อว่า แม้การลดดอกเบี้ยจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ไทยมีปัญหาการเมือง ส่งผลให้การลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ไม่เต็มที่   ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลและประชาชนต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อยุติปัญหาการเมืองไม่ให้ยืดเยื้อ รวมทั้งธปท.ต้องเร่งดูแลค่าเงินบาทและดอกเบี้ยไม่ให้ผันผวนมาก

          นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ  ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า  ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของไทยอยู่ในช่วงขาลงเช่นเดียวกับทั่วโลก  แต่การประชุมกนง.ในเดือนธ.ค.นี้เชื่อว่า ธปท.จะรอดูสถานการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศก่อนเพื่อนำมาตัดสินใจกำหนดทิศทางดอกเบี้ย   หรือถ้าลดอัตราดอกเบี้ยจะทยอยลดที่ 0.25%เนื่องจากไทยยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้ลงแรงเกินไป

          นักค้าเงินธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  ประเทศไทยยังไม่มีจำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจาก 3.75%เพราะระดับดังกล่าวไม่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชีย  อีกทั้งไทยมีสภาพคล่องที่ดีอยู่  ขณะที่สหรัฐ  ยุโรปหรือญี่ปุ่นต่างปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพราะมีปัญหาสภาพคล่องที่ตึงตัวจากวิกฤติการเงินโลก โดยสิ่งที่ต้องน่าจับตามองคือปัญหาการเมืองเพราะเป็นการตอกย้ำให้ภาคการลงทุนในประเทศชะลอตัวลงต่อเนื่อง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ ธปท.และภาครัฐต้องกระตุ้นหรือสร้างความเชื่อมั่นลงทุนโดยใช้วิธีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย  แต่จะลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อใดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศด้วย

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ทันหุ้น

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ