Loading

ครม.ไฟเขียวกคช.ปลดล็อกบ้านเอื้อฯ เพิ่มเงินซื้อคืนปรับแบบ-ราคาถึง 7 แส

วันที่ : 19 ธันวาคม 2550
ครม.ไฟเขียวกคช.ปลดล็อกบ้านเอื้อฯ เพิ่มเงินซื้อคืนปรับแบบ-ราคาถึง 7 แสน

                น.พ.พลเดช ปิ่นประทีป รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลการเคหะแห่งชาติ (กคช.) กล่าวถึงมติการประชุมของคณะรัฐมนตรีวานนี้ (18 ธ.ค.) ถึงแนวทางแก้ไขปัญหาบ้านเอื้ออาทรว่า ครม.ได้อนุมัติตามกรอบที่นำเสนอ 4 ประเด็นหลัก คือ ลดจำนวนหน่วยที่จะสร้างลง, อนุมัติให้มีการปรับเปลี่ยนแบบแปลน, เพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชี, และอนุมัติให้ศึกษาและเจรจากับธนาคารในเรื่องการหาอัตราดอกเบี้ยต่ำและรัฐแบกรับส่วนต่างดอกเบี้ยส่วนเกิน

ทั้งนี้ครม.ได้อนุมัติให้กคช.ลดจำนวนหน่วยการสร้างบ้านเอื้ออาทรจาก 6 แสนหน่วยเศษ เหลือกว่า 3 แสนหน่วย ซึ่งได้ก่อสร้างเสร็จแล้ว 78,000 หน่วย นอกจากนี้ ยังอนุมัติให้ทั้งกคช.และเอกชน ที่รับดำเนินการโครงการ สามารถปรับเปลี่ยนแบบแปลนได้ และสามารถปรับราคาขายขึ้นได้ เช่น 7 แสนบาท หรือ 1 ล้าน
บาทตามต้นทุน หรือสเปควัสดุที่นำมาก่อสร้าง ซึ่งจะช่วยให้ขยายฐานลูกค้าผู้ซื้อบ้านในโครงการได้มากขึ้น จากเดิมกำหนดรายได้ต่อครอบครัวอยู่ที่ 2 หมื่นบาทอาจเป็น 3 หมื่นบาท และเปลี่ยนชื่อบ้านเอื้ออาทร เป็นโครงการเคหะชุมชน

เพิ่มเงินซื้อคืนรัฐแบกส่วนต่างดอกเบี้ย
พร้อมยังอนุมัติเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชี หรือ วงเงินโอดี แก่กคช.เป็น 780 ล้านบาท จากเดิม 300 ล้านบาท การอนุมัติการเพิ่มวงเงินดังกล่าวก็เพื่อขยายเพดานให้กคช .ที่เดิมได้มีเงื่อนไขกับทางธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ว่ากคช.จะรับซื้อคืนจากธอส.หากลูกค้าที่ผ่อนบ้านกับธอส.แล้วมีปัญหาการชำระติดต่อกัน 3 งวด กคช.จะต้องซื้อคืน แล้วนำเอาบ้านในหน่วยนั้นมาขายต่อให้ลูกค้าใหม่ หรือไม่ ก็เปิดให้ลูกค้าคนเก่าทำการผ่อนชำระค่างวดกับการเคหะแทนหลังจากมีการเปลี่ยนเจ้าหนี้จากธอส.เป็นกคช. ทั้งนี้ ปัจจุบันปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว มีประมาณ 5% โดยเกิดจากขีดความสามารถในการผ่อนชำระหลังจากอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น ทำให้อัตราการผ่อนชำระต่องวดเพิ่มเป็น 2,200-2,400บาทต่องวดจากช่วงก่อนหน้านี้ต้องผ่อนอยู่ประมาณ1,500-1,800บาทต่องวด

น.พ.พลเดช ยังขยายความถึงมติของ ครม.ที่อนุมัติให้กคช.ทำการศึกษาหรือเจรจากับทางธนาคารของรัฐ เช่น ธอส. เพื่อหามาตรการอัตราดอกเบี้ยต่ำ ให้กับประชาชนที่กู้ซื้อบ้านจากโครงการดังกล่าว เพื่อให้มีอัตราค่าผ่อนชำระต่องวดไม่เกิน 1,500-1,800 บาท วิธีการนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อให้รัฐบาล มาแบกรับส่วนต่างของดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น จากฐานดอกเบี้ยเดิมที่กำหนดอยู่ประมาณ 4% ซึ่งต้องรอรัฐบาลใหม่ และเห็นว่าเรื่องนี้กคช.ไม่ควรทำตัวเป็นผู้ปล่อยไฟแนนซ์โครงการด้วยตัวเอง

ตั้งคณะกรรมการที่อยู่อาศัยแห่งชาติ
พร้อมกันนี้ น.พ.พลเดช ยังกล่าวว่า ประเทศไทยขาดแผนระยะยาวในการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหา ซึ่งที่ผ่านมาได้มีทางกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้มีมติเห็นชอบร่วมกันในเรื่องการผลักดันการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยให้เป็นยุทธศาสตร์แห่งชาติ และเตรียมจะเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมครม. ซึ่งที่ประชุมก็เห็นชอบให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่อยู่อาศัยแห่งชาติ มติดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดกรอบคร่าวๆ ซึ่งคงต้องรอรัฐบาลใหม่ที่ต้องมาสานต่อเช่นกัน

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ