Loading

ร.ฟ.ท.งัดกรุที่ดินพัฒนาหารายได้ + บอร์ดเด้งรับตั้งคณะทำงานกำหนดรูปแบบ/ดึงกรมธนารักษ์-เอกชนเจ้าของที่ดินร่วมแจม

วันที่ : 11 พฤศจิกายน 2550
ร.ฟ.ท.งัดกรุที่ดินพัฒนาหารายได้ + บอร์ดเด้งรับตั้งคณะทำงานกำหนดรูปแบบ/ดึงกรมธนารักษ์-เอกชนเจ้าของที่ดินร่วมแจม

นายศิวะ แสงมณี ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผย ""ฐานเศรษฐกิจ"" ว่า ได้มอบนโยบายให้การรถไฟฯ พิจารณาแผนการพัฒนาที่ดิน ทั้งที่บริเวณสถานีแม่น้ำ (ช่องนนทรี) ที่ดินบริเวณมักกะสัน และที่ดินบริเวณย่านพหลโยธิน เพื่อนำมาพัฒนาสร้างรายได้เข้าองค์กร เพื่อเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาการขาดทุนของการรถไฟฯ โดยได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาทรัพย์สินการรถไฟฯ รับผิดชอบ ส่วนจะพัฒนาตามแผนแม่บทเดิมที่การรถไฟฯ ทำไว้ หรือจะเปลี่ยนรูปแบบ และแนวทางไปจากเดิมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาและตัดสินใจของคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตามได้กำชับไปด้วยว่า ในการพัฒนาที่ดินแต่ละแห่ง จะต้องมีการกันพื้นที่ไว้เพื่อทำการพัฒนาให้รองรับกับภารกิจหลักของการรถไฟฯ คือการให้บริการรถไฟโดยสาร และรถไฟขนส่งสินค้า ดังนั้นในการพัฒนาก็ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นหลัก จะไม่มุ่งเน้นแต่การพัฒนาเชิงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว ประธานบอร์ดกล่าว

 

ด้านนายอิทธิพล ปภาวสิทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพย์สิน (บส.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า บส. ได้ร่วมหารือกับคณะอนุกรรมการพัฒนาทรัพย์สินของการรถไฟฯ ที่มี หม่อมหลวง ผกาแก้ว บุญเลี้ยง เป็นประธานแล้ว ซึ่งประธานคณะอนุกรรมการฯ ได้มีนโยบายให้ทาง บส. ตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาจัดทำแผนพัฒนาที่ดิน 2 แห่งด้วยกัน คือที่ดินบริเวณย่านสถานีแม่น้ำ (ช่องนนทรี) และที่ดินบริเวณริมถนนเทิดพระเกียรติ เป็นลำดับแรกก่อน

 

ส่วนที่ดินบริเวณย่านมักกะสันและพหลโยธิน จะยังไม่นำมาพิจารณาในตอนนี้ เนื่องจากต้องรอให้การจัดตั้งบริษัทลูกด้านการบริหารสินทรัพย์ของการรถไฟฯ เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน แล้วจึงจะเริ่มพิจารณาถึงรูปแบบการพัฒนาอย่างเต็มที่อีกครั้ง

 

ส่วนรายละเอียดการทำแผนพัฒนาที่ดินย่านสถานีแม่น้ำ (ช่องนนทรี) นั้นมีพื้นที่ร่วม 300 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินแปลงใหญ่ และมีศักยภาพสูงในการพัฒนา แต่การรถไฟฯ ยังไม่เคยทำแผนพัฒนาไว้อย่างชัดเจน เนื่องจากก่อนหน้านี้มีนโยบายที่จะต้องส่งมอบที่ดินบริเวณดังกล่าวให้กระทรวงการคลัง เพื่อเป็นการแลกกับการล้างหนี้ให้การรถไฟฯ แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายหลายครั้ง จนล่าสุดบอร์ดชุดปัจจุบันได้มีนโยบายให้นำที่ดินบริเวณดังกล่าวมาพิจารณาหาหาแนวทางเพิ่มมูลค่า จึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อสำรวจ และกำหนดรูปแบบการพัฒนาอย่างชัดเจน

 

พร้อมกันนี้ การรถไฟฯ จะเชิญชวนกรมธนารักษ์ ซึ่งมีที่ดินว่างเปล่าอยู่บริเวณใกล้เคียงประมาณ 200ไร่เศษ มาร่วมวางแผนการพัฒนากับการรถไฟฯ ด้วย ทั้งรูปแบบโครงการ แนวทางการลงทุน และวิธีการที่จะให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เรื่องจากคณะอนุกรรมการฯ มีความเห็นว่า ที่ดินย่านสถานีแม่น้ำ (ช่องนนทรี) ของการรถไฟฯ นั้น แม้จะเป็นที่ดินแปลงงาม อยู่ติดริมแม่น้ำ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ทางเข้าออกยังไม่สะดวกมากนัก แต่หากสามารถพัฒนารวมกับที่ดินของกรมธนารักษ์ ซึ่งอยู่ติดกับถนนพระราม 3 ก็จะทำให้ศักยภาพในการพัฒนามีเพิ่มสูงขึ้นด้วย

 

ทั้งนี้การรถไฟฯ จะเร่งกำหนดรูปแบบการพัฒนาที่ชัดเจน รวมถุงหารือกับกรมธนารักษ์ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว และหากกำหนดรูปแบบการพัฒนาได้ชัดเจนแล้ว ก็จะสามารถดำเนินการได้ในทันที เพราะได้เข้าไปเคลียร์พื้นที่ และบอกเลิกการเช่าพื้นที่กับคู่สัญญาไปจนเกือบหมดแล้ว ที่เหลืออยู่ก็เป็นเพียงแค่พื้นที่คลังน้ำมันของเอสโซ่และเชลล์ ซึ่งจะครบกำหนดสัญญาเช่าภายในปลายปี 2550 นี้ และจะสามรถรื้อถอนโครงสร้างออกจากพื้นที่ได้ทันทีหลังหมดสัญญา

 

ส่วนการพัฒนาที่ดินบริเวณถนนเทิดพระเกียรติ ซึ่งมีขนาดพื้นที่รวมทั้งสิ้น 9 ไร่ แบ่งเป็นที่ดินว่างเปล่ายังไม่มีคู่สัญญาประมาณ 4 ไร่ และที่ดินที่มีคู่สัญญา ซึ่งหมดอายุการเช่าแล้ว ประมาณ 5 ไร่ นั้น คณะอนุกรรมการฯ ได้มีนโยบายให้ทำแผนการพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการวางแผนพัฒนาเต็มพื้นที่ 9 ไร่ ว่าจะสามารถพัฒนาเป็นโครงการอะไรได้บ้าง

 

อย่างไรก็ดี ในขณะนี้แม้การรถไฟฯ จะยังไม่ได้ดำเนินการเปิดประมูลอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีเอกชน 2-3 รายมายื่นความจำนงที่จะขอเช่าที่ดินบริเวณดังกล่าวแล้ว โดยมีทั้งผู้ประกอบการด้านคอนโดมิเนียม และเอกชน ที่สนใจจะลงทุนพัฒนาที่ดินให้เป็นศูนย์บันเทิงแห่งใหม่ ซึ่งจำรวบรวมข้อเสนอทั้งหมดที่เอกชนยื่นเสนอเข้ามายังการรถไฟฯ ส่งให้คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาประกอบการวางแผนพัฒนาที่ดินบริเวณดังกล่าวด้วย นายอิทธิพลกล่าว

 

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงอีกรายหนึ่ง จากการรถไฟฯ กล่าวว่า จากการประเมินในเบื้องต้น ที่ดินย่านสถานีแม่น้ำ (ช่องนนทรี) ซึ่งมีขนาดพื้นที่ 277 ไร่ เป็นที่ดินแปลงงามแปลงหนึ่งของการรถไฟฯ ที่มีศักยภาพในการนำมาพัฒนาสูงมาก สามารถพัฒนาเป็นคอมเพล็กซ์ ที่พักอาศัย อาคารสำนักงานให้เช่า และอื่นๆ ได้ ซึ่งในการพัฒนาคาดว่าจะแบ่งเฟสเป็น 2 ระยะ เนื่องจากเป็นที่ดินแปลงใหญ่ ต้องใช้เงินลงทุนสูง และจะให้เอกชนเข้ามารับสิทธิในการดำเนินการ ภายใต้กรอบระยะเวลาประมาณ 30 ปีไม่นับรวมกับระยะเวลาในการก่อสร้าง

 

แหล่งข่าวรายเดิมกล่าวต่ออีกว่า ปัจจุบันที่ดินย่านสถานีแม่น้ำ (ช่องนนทรี) มีราคาประเมินของราชการเฉลี่ยอยู่ที่ 47,000 บาท/ตารางวา และมีการประเมินราคาตลาดโดยประมาณอยู่ที่ 70,000 บาท/ตารางวา โดยเชื่อว่าหากมีการพัฒนาโครงการแล้วจะทำให้มูลค่าของที่ดินเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าราคาตลาดของที่ดินหลังจากมีการพัฒนาแล้วจะมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 100,000-140,000 บาท/ตารางวา

 

อย่างไรก็ดีเชื่อว่าหากการรถไฟฯ และกรมธนารักษ์ สามารถพัฒนาที่ดินร่วมกันได้ ก็จะยิ่งเกิดประโยชน์สูงสุด เพราะจะทำให้ศักยภาพในการพัฒนามีมากขึ้น อย่างไรก็ดี แม้ว่าในการเจรจาเบื้องต้นกรมธนารักษ์ มีท่าทีสนใจจะร่วมดำเนินการกับการรถไฟฯ แต่ก็ต้องรอดูความชัดเจนของรูปแบบโครงการก่อนว่าจะออกมาเป็นอย่างไร เพื่อนำไปหารือกันอย่างเป็นทางการอีกครั้ง แหล่งข่าวรายเดิมกล่าว

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ