Loading

กทท.ปักธงพัฒนาที่ดินคลองเตยเพิ่มรายได

วันที่ : 10 พฤศจิกายน 2550
กทท.ปักธงพัฒนาที่ดินคลองเตยเพิ่มรายได้

โชว์ตัวเลขปี50 โตสวนกระแส10%กว่า 9,000 ล้านการท่าเรือฯ - กทท.กางแผนพัฒนาที่ดินย่านคลองเตยกว่า 2,300 ไร่ หวังเพิ่มรายได้ให้องค์กร สุนิดา เตรียมเรียกมืออาชีพด้านอสังหาฯ มาหารือจัดทำมาสเตอร์ แพลน ระบุแผนพัฒนาส่งเสริมกิจการของ กทท.เป็นหลัก ขณะที่เมินพัฒนาเป็นคอม เพล็กซ์เหตุไม่เข้าคอนเซ็ปต์ภารกิจ กทท. ส่วนการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเตรียมจัดตั้งหน่วยธุรกิจบริหารจัดการขนถ่ายตู้สินค้าขึ้น-ลงรถไฟ เผยรายได้ปี 2550 โต 10% กว่า 9,300 ล้านบาท ตั้งเป้าปี 2551 โต 10%

         

นางสุนิดา สกุลรัตนะ ผู้อำนวยการ การ ท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่า แผนงานการพัฒนาท่าเรือแห่งประเทศไทย ในปีงบประมาณ 2551 ว่า ในเร็วๆ นี้ กทท.จะเชิญ ชวนเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ ให้เข้ามาร่วมเจรจาและวาง แผน เพื่อเสนอแนะแนวความคิดในการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์บริเวณคลองเตย และสี่แยกกรมศุลกากร จำนวนกว่า 2,300 ไร่ ว่าจะสามารถพัฒนารูปแบบใดได้บ้าง เพื่อจะได้นำ แผนดังกล่าวไปหารือกับคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) กทท. ที่มี พล.ร.อ.สถิรพันธ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหาร เป็นประธาน และหากได้รับความเห็นชอบก็จะว่าจ้างเอกชนที่เป็นเจ้า ของแนวคิดให้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาอย่าง เป็นทางการต่อไป

         

สำหรับแนวความคิดในการพัฒนาพื้นที่ย่ายคลองเตยนั้น ในเบื้องต้นจะวางแนวทางการพัฒนาแยกจากกันให้ชัดเจน ซึ่งจะแบ่งพื้นที่การพัฒนาตามศักยภาพ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมภารกิจของ กทท.เป็นหลัก รวมทั้งต้อง ช่วยสนับสนุนระบบลอจิสติกส์ของประเทศ และจะมีการพัฒนาตลาดคลองเตยให้มีระดับที่ดีขึ้นด้วย ขณะเดียวกันในส่วนของพื้นที่ที่เป็นพักอาศัยของพนักงาน ก็จะมีการพัฒนาให้ทันสมัยมากขึ้น โดยที่ผู้อยู่อาศัยเองก็จะไม่ได้รับความเดือดร้อน แนวคิดเบื้องต้นจากอาคาร ที่พักของพนักงาน กทท. เดิมที่สูงเพียง 5 ชั้นในแนว ราบก็จะพัฒนาให้เป็นอาคารสูงในแนวดิ่งแทน

         

นอกจากนี้ จะมีการปรับภูมิทัศน์ และพื้นที่โดยรอบให้มีความสวยงาม เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่พนักงานที่อยู่ด้วย ซึ่งในส่วนนี้กทท.ไม่มีความเชี่ยวชาญ แต่จะเปิดเชิญชวนให้เอกชนหรือนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เข้ามาดำเนินการแทน แต่ไม่ได้หมาย ความว่าให้เอกชนมารับสิทธิแล้วไปรื้อรายเก่าออกจากพื้นที่แต่จะให้เอกชนเข้ามาช่วยดูแลปรับปรุงให้ดีขึ้น

           

แผนการพัฒนา หรือ มาสเตอร์แพลนการพัฒนาทรัพย์สินของการท่าเรือฯ จะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนภายใน 1 ปีนี้ก่อนที่ตนจะต้อง เกษียณอายุราชการไป เพื่อให้มีแนวทางที่ชัดเจนทั้งในเรื่องของรูปแบบการพัฒนาโครง-การ ระยะเวลาดำเนินการ งบประมาณที่ต้องใช้ รวมถึงรูปแบบการลงทุน แล้วจะได้ส่งมอบให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบไปทำต่อ นางสุนิดา กล่าว

         

ส่วนแผนงานพัฒนาที่ดินบริเวณท่าเรือกรุงเทพเดิมที่มีการวางแผนพัฒนาพื้นที่ประมาณ 353 ไร่ เพื่อทำเป็นคอมเพล็กซ์นั้น ในช่วงที่ตนบริหารงานอยู่จะไม่พูดถึงแผนงานนี้อีก เนื่องจากเห็นว่าแม้จะเป็นแผนงานที่ดี แต่ ก็เป็นแผนการพัฒนาที่มุ่งเน้นในเรื่องของการพัฒนาเชิงพาณิชย์ ที่ไม่สอดรับกับภารกิจของ องค์กร ดังนั้น จึงไม่มีแนวคิดจะพัฒนาเป็นคอมเพล็กซ์ตามรูปแบบที่ผู้บริหารชุดเดิมวางไว้อย่างแน่นอน

         

ด้านนายสุรพงศ์ รงศิริกุล รองผู้อำนวยสายการเงินและเทคโนโลยีสารสนเทศ กทท. กล่าวว่า การดำเนินงานของ กทท.ในปี 2551 มี แผนว่าจะเน้นพัฒนาพื้นที่ที่มีอยู่เป็นเชิงพาณิชย์ มากขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับ กทท. เพราะปัจจุบัน รายได้จากการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์มีสัดส่วน เพียง 3-4% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งถือว่าน้อยมาก ดังนั้น ในอนาคตจะให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวเพิ่มขึ้น โดยขณะนี้ฝ่ายบริหารได้ให้เจ้าหน้าที่ศึกษารายละเอียดในเรื่องดังกล่าว เพื่อนำ เรื่องเสนอบอร์ดพิจารณาอนุมัติต่อไป

         

สำหรับความคืบหน้าโครงการเออร์ลี่รีไทร์ หรือการเกษียณอายุก่อนกำหนด เรื่องดังกล่าว อยู่ในแผนวิสาหกิจองค์กรในปี 2551-2552 โดยขณะนี้ กำลังจัดทำเงื่อนไขรายละเอียดของ โครงการทั้งหมด คาดว่าจะประกาศให้พนักงาน ได้รับทราบชัดเจนในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2551 ซึ่งตามแผนขององค์กรตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะลดจำนวนพนักงานจากปัจจุบันที่มีอยู่ 3,500 คน ให้เหลือเพียง 2,500 คน ใช้งบประมาณ 1,200-1,300 ล้านบาท

         

การลดจำนวนพนักงานในองค์กรจะค่อยๆ ทยอยทำในช่วง 2 ปีนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะทำ ให้องค์กรมีขนาดที่เหมาะสม แต่จำนวนพนักงานจะลดลงมากกว่านี้หรือไม่ ต้องไปดูด้วยว่าเมื่อนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในท่าเรือกรุง เทพฯ และท่าเรือแหลมฉบังแล้ว มีงานส่วนไหนที่จำเป็นต้องใช้พนักงานและงานส่วนไหนที่ไม่จำเป็นต้องใช้พนักงานบ้าง โดยจะต้องศึกษาในรายละเอียดก่อนถึงจะสรุปได้ชัดเจนอีกครั้ง นายสุรพงศ์ กล่าว

         

ส่วนรายได้ของ กทท.ในปี 2550 คาดว่าจะอยู่ที่ 9,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และในปี 2551 รายได้จะใกล้เคียงกับปี 2550 เนื่องจากท่าเรือกรุงเทพฯ ถูกจำกัดในเรื่องปริมาณตู้สินค้า อยู่ที่ 1.34 ล้านบีทียู หากต้องการรายได้เพิ่มจะต้องหากรายได้จากส่วนอื่น

         

นายสุรพงษ์ กล่าวถึง การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังว่า ขณะนี้ กกท.อยู่ระหว่างการจัดตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ เพื่อบริหารจัดการขนถ่ายตู้สินค้าขึ้น-ลงรถไฟ ที่ท่าเรือแหลมฉบัง หรือ SRTO โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 800 ล้านบาท โดยในปีงบประมาณ 2551 จะใช้เงินลงทุน ประมาณ 70 ล้านบาท เพื่อติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ และในปี 2552 จะใช้อีก 200 ล้าน บาท ซึ่งในส่วนของการตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการในการขนส่งสินค้าด้วยระบบรางมายังท่าเรือแหลม ฉบัง เพราะการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) จะเป็นผู้ให้บริการขนถ่ายตู้สินค้าขึ้น-ลงรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบังเพียงรายเดียว จากเดิมที่ไม่มี การให้บริการในรูปแบบดังกล่าว โดยปล่อยให้ผู้ประกอบการที่ท่าเรือต้องขนถ่ายสินค้าจากรถไฟเอง

         

ที่ผ่านมา การขนส่งสินค้าด้วยระบบราง จากสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องหรือไอซีดีลาดกระบัง มาที่ท่าเรือแหลมฉบังมีประมาณ 4 แสนทีอียูต่อปี ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณตู้สินค้าที่ขนมายังท่าเรือแหลมฉบัง ส่วน ใหญ่ผู้ประกอบการนิยมขนส่งด้วยรถบรรทุกและขนส่งทางน้ำ เพราะสะดวกมากกว่า แต่หลังจากเปิดให้บริการขนถ่ายตู้สินค้าขึ้น-ลงรถไฟ จะทำให้ผู้ประกอบการหันมาขนส่งทางรถไฟมากขึ้น

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ