Loading

กทม.เร่งหาที่ทำพาร์กแอนด์ไรด์ + จีบเอกชน-หน่วยงานรัฐผุดย่านบางนา-พระโขนง-วงเวียนใหญ่ รองรับผู้โดยสารรถไฟฟ้

วันที่ : 24 ตุลาคม 2550
กทม.เร่งหาที่ทำพาร์กแอนด์ไรด์ + จีบเอกชน-หน่วยงานรัฐผุดย่านบางนา-พระโขนง-วงเวียนใหญ่ รองรับผู้โดยสารรถไฟฟ้า

กทม.เร่งหาพื้นที่ทำพาร์คแอนด์ไรด์ เล็งจีบทั้งเอกชน-หน่วยงานรัฐ ขอที่ดินเปล่ามาพัฒนา ฝันผุดที่จอดรถย่านบางนา-พระโขนง-วงเวียนใหญ่ รองรับผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีอ่อนนุช กับวงเวียนใหญ่ และรถเมล์บีอาร์ทีสายช่องนนทรี-ราชพฤกษ์ พร้อมเตรียมเชิญ ทล.-ทช.-กทพ. เจรจาขอใช้พื้นที่ฟรีเร็วๆ นี้

          

นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงความคืบหน้าในการจัดสร้างศูนย์จอดแล้วจร (Park&Ride) เชื่อมต่อการเดินทางระหว่างระบบขนส่งมวลชนหลัก และระบบขนส่งมวลชนรอง ว่า ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาจัดหาพื้นที่ที่เหมาะสม  เพื่อรองรับการจอดรถยนต์ของประชาชนที่มาใช้บริการระบบขนส่งมวลชน โดยกทม. สนใจที่ดินทั้งในส่วนของหน่วยงานรัฐด้วยกัน และที่ดินของเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดินที่อยู่ในแนวเส้นทางระบบชนส่งมวลชน หรือใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าก็จะให้ความสนใจเป็นพิเศษ

         

สำหรับที่ดินเอกชน ที่กทม. ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือที่ดินบริเวณที่อยู่ใกล้สี่แยกบางนา ซึ่งเป็นเส้นทางที่ประชาชนสามารถเดินทางเข้ามาได้ทั้งจากบางนา และสมุทรปราการ เพื่อเข้าสู่เขตใจกลางเมือง โดยยอมรับว่าขณะนี้กำลังเจราจากับกลุ่มไบเทค ซึ่งมีพื้นที่ศูนย์การประชุมนานาชาติไบเทค ที่อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอ่อนนุช ที่สามารถรองรับรถยนต์ได้เป็นจำนวนมาก รวมถึงกำลังหาที่ดินบริเวณใกล้เคียงกับสำนักงานเขตพระโขนง ที่จะสามารถเชื่อมต่อกับสถานีราชพฤกษ์ ของโครงการรถเมล์บีอาร์ที สายช่องนนทรี-ราชพฤกษ์ได้  และที่ดินใกล้โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย บริเวณสถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่ เพื่อนำมาพัฒนาเป็นศูนย์จอดแล้วจรด้วย

         

รองผู้ว่าราชการกทม. กล่าวยอมรับว่า การเจรจากับเอกชนเพื่อขอใช้ที่ดินทำศูนย์จอดแล้วจร ถือเป็นเรื่องที่ยากมาก เนื่องจากเอกชนเองจะมีต้นทุนค่าที่ดินซึ่งอยู่ในราคาที่สูงมาก การจะนำมาพัฒนา ก็จะต้องมีการคำนึงถึงต้นทุน และผลตอบแทนที่จะได้รับด้วย ขณะที่ในส่วนของกทม. เองก็ไม่สามารถที่จะซื้อที่ดินในราคาสูงมากได้ อีกทั้งยังมีเงื่อนไขมากในการรับที่ดินจากเอกชนนำมาพัฒนาด้วย ทำให้การเจรจาเป็นไปได้ช้า แต่คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงต้นปี  2551

         

ส่วนที่ดินที่เป็นของหน่วยงานรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ จะเจรจาได้ง่ายกว่า ซึ่งในขณะนี้ กทม. ก็เตรียมที่จะส่งหนังสือเชิญตัวแทนจากกรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) รวมถึงการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มาหารือเพื่อขอใช้พื้นที่ เช่นพื้นที่ใต้ทางด่วน พัฒนาเป็นศูนย์จอดแล้วจรให้บริการประชาชนด้วย ซึ่งคาดว่าจะนัดเจรจากันในเร็วๆ นี้

         

"ตอนนี้กำลังเร่งหาพื้นที่ ที่มีความเหมาะสมมาทำเป็นพาร์คแอนด์ไรด์ เพื่อจัดให้เป็นที่จอดรถรองรับประชาชนที่มาใช้บริการระบบขนส่งมวลชน ซึ่งทาง กทม.เองก็กำลังมองหาอยู่หลายจุด

         

ขณะเดียวกัน หากประชาชน หรือเจ้าของที่ดินรายใดที่สนใจจะให้กทม. นำพื้นที่มาพัฒนา ก็สามารถที่จะเสนอมายังกทม. และมาร่วมคุยในเงื่อนไขร่วมกันได้ ทั้งนี้ กทม. จะต้องเร่งหาพื้นที่ที่เหมาะสมมาทำศูนย์จอดแล้วจร เพื่อให้สะดวกรับกับการเปิดใช้รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายและรถล์บีอาร์ทีด้วย จะได้ช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนต่อ ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานได้อีกทางหนึ่ง" นายพนิช กล่ว

         

อนึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550 ที่ผ่านมา นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการ กทม. ได้เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมระหว่าง ดร.พงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกรุงเทพมหานคร กับนายระพินทร์ จารุดุล อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกันของกทม. และ ทช. ในการให้การสนับสนุนการใช้พื้นที่เขตทางหลวงในกทม. เพื่อใช้ประโยชน์ด้านสาธารณะ ซึ่งจะเริ่มที่ระบบขนส่งมวลชนล้อยาง หรือ โครงการรถเมล์ด่วนพิเศษ (Bangkok Bus Rapid Transit : BRT) ของ กทม.

         

โดย ทช. ได้อนุญาตให้ กทม.เข้าใช้พื้นที่ใต้สะพานข้ามแนกรัชดาภิเษก-ราชพฤกษ์ ในการก่อสร้างสถานีและจุดจอดแล้วจด เพื่อรองรับ ในขณะเดียวกันก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลการใช้พื้นที่ร่วมกันระหว่างหน่วยงานทั้งสอง เพื่อหารือถึงปัญหาอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นตลอดจนแนวทางการแก้ไขที่เป็นรูปธรรม อาทิ มาตรการป้องกันมิให้การตั้งร้านค้า หรือวินมอเตอร์ไซค์ การป้องกันปัญหาจราจร รวมถึงปัญหาที่คาดว่าจะมีขึ้นอย่างใกล้ชิดด้วย

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ