Loading

จุฬาฯ ปั้นศูนย์ธุรกิจใหม่หมื่นล

วันที่ : 18 ตุลาคม 2550
จุฬาฯ ปั้นศูนย์ธุรกิจใหม่หมื่นล.

ร.ศ.ดร.บุญสม เลิศหิรัญวงศ์ รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงแผนพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์บนที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าทางมหาวิทยาลัยฯมีแผนที่จะเรียกคืนที่ดินเพื่อขยายพื้นที่ทางการศึกษาให้มีสัดส่วนอยู่ที่ 70% ของพื้นที่ทั้งหมด จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนเพียงแค่ 50% จากพื้นที่ทั้งหมด 1,100 ไร่ โดยล่าสุดจุฬาลงกรณ์ได้เรียกคืนที่ดิน 8 ไร่ บริเวณที่ตั้งสนามเทนนิสของสนามกีฬาศุภชลาศัย เพื่อสร้างเป็นสถานศึกษาหลักสูตรดุษฎีบัณฑิตทางด้านกีฬาร่วมกับสมาคมการกีฬา

 

นอกจากนั้นยังจะเรียกคืนที่ดินพื้นที่ประมาณ 100 กว่าไร่ ตลอดซอยจุฬาฯ 9 ในย่านอะไหล่เก่า ""เชียงกง"" ทั้งหมด ประกอบด้วยพื้นที่ 30 ไร่ บนถนนบรรทัดทองก่อนซึ่งมีแผนที่จะนำที่ดินแปลงดังกล่าวมาพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับนักศึกษานานาชาติและอาจารย์ชาวต่างชาติของมหาวิทยาลัย ได้เช่าอาศัยระยะยาว 15 ปี จะพัฒนาเป็นอาคารสูง จำนวน 4 อาคาร จำนวนหน่วยเกือบๆ 1,000 ยูนิต เม็ดเงินลงทุนอยู่ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท

 

เนื่องจากปัจจุบันมีนักศึกษาจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ลาว เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยฯมากขึ้นโดยมีสัดส่วนประมาณ 5% ของนักศึกษาทั้งหมด 45,000 คนต่อปี และเพื่อดึงดูดให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ แทนการไปศึกษาที่ประเทศสิงคโปร์ มหาวิทยาลัยจึงต้องการสร้างที่พักอาศัยไว้รองรับ

 

ทั้งนี้ รูปแบบการลงทุน มหาวิทยาลัยฯจะเปิดให้เอกชนเข้าลงทุนในลักษณะเดียวกับศูนย์การค้ามาบุญครองเซ็นเตอร์ คือให้เช่าที่ดิน มีกำหนดสัญญาเช่าประมาณ 30 ปี เมื่อพ้นกำหนดสัญญาสามารถเช่าต่อได้แต่ทรัพย์ทั้งหมดจะตกเป็นมหาวิทยาลัย และเปลี่ยนจากสัญญาเช่าพื้นที่เป็นสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแทน โดยจะเริ่มพัฒนาได้ในปี 2553

 

นอกจากนี้ ยังมีที่ดินบริเวณตลาดสามย่านเก่า พื้นที่ประมาณ 15 ไร่ ตรงข้ามกับโครงการ จตุรัส จามจุรี โดยอยู่ระหว่างการพัฒนาตลาดสดใหม่รูปแบบคล้ายตลาดบองมาเซ่ ใช้พื้นที่ 4 ไร่ ซึ่งหากตีเป็นราคาซื้อขายที่ดินตก 600 ล้านบาท โดยในส่วนนี้มหาวิทยาลัยได้ใช้เงินลงทุนในการพัฒนาประมาณ 70 ล้านบาท จะเปิดให้บริการได้ในปี 2551 ส่วนที่ดินที่เหลืออีก 11 ไร่จะพัฒนาในปี 2551 โดยจะพัฒนาในเชิงพาณิชย์แบบเต็มพื้นที่ซึ่งจะมีศูนย์การค้าคล้ายกับมาบุญครอง แต่ 30% ของพื้นที่ศูนย์การค้าจะให้เป็นศูนย์การศึกษา นอกจากนั้น ยังประกอบด้วย พื้นที่อาคารสำนักงานให้เช่า และโรงแรม มูลค่าการลงทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าที่ดินประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งราคาประเมินที่ดินในย่านดังกล่าวอยู่ที่ 100 ล้านบาทต่อไร่ โดยโครงการนี้จะต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2536 อายุสัญญา 30 ปี

 

ส่วนที่ดินเชียงกงที่เหลืออีกกว่า 100 ไร่ หลังจากที่ตัดพัฒนาอาคารพักอาศัย จำนวน 4 อาคาร และตลาดสดพร้อมการพัฒนาเชิงพาณิชย์ที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น มหาวิทยาลัยมีแผนที่จะพัฒนาให้เป็นเขตเชิงพาณิชย์แบบเต็มตัวแต่ตอนนี้อาจต้องรอไปแล้วจนกว่าสัญญาเช่าของผู้เช่าและมหาวิทยาลัยจะหมดสัญญาลงซึ่งแต่ละรายมีสัญญาเช่าไม่เท่ากัน ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ทำหนังสือแจ้งล่วงหน้าแล้วก่อนหมดสัญญาเช่า 2 ปี รวมๆ ที่จะเรียกคืนเพื่อพัฒนา 3 ในโครงการ มีผู้อยู่อาศัยประมาณ 4,000 คูหา แต่ไม่ได้เรียกคืนทั้งหมด 4,000 คูหาพร้อมกันจะทยอยพัฒนาตามที่หมดสัญญาซึ่งขณะนี้ 70% ของผู้เช่ายินยอมที่จะส่งพื้นที่คืนให้มหาวิทยาลัย ส่วนอีก 30% ถ้าไม่ยินยอมส่งมอบ มหาวิทยาลัยคงจะต้องฟ้องศาลเพื่อขับไล่ ซึ่งน่าเริ่มลงทุนได้ในปี 2553

 

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนี้ จุฬาลงกรณ์ฯ มีที่ดินทั้งหมด 1,100 ไร่ 50% ของที่ดินใช้เป็นสถานศึกษา และอีก 20% ได้ให้ส่วนราชการได้ใช้ประโยชน์ เช่น ที่ดินสนามกีฬาศุภชลาศัย พื้นที่ประมาณ 100 ไร่ นอกจากนั้นยังมีที่ดินซึ่งเป็นสถานที่ตั้งสถาบันเทคโนโลยีอุเทนถวาย และโรงเรียนเตรียมอุดมอีก รวมๆ แล้วใช้พื้นที่ประมาณกว่า 200 ไร่ ส่วนอีก 30% หรือประมาณ 300 ไร่ ได้ใช้พัฒนาในเชิงพาณิชย์เพื่อนำรายได้มาพัฒนาจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย เช่น ที่ดินที่พัฒนาเป็นศูนย์การค้ามาบุญครอง เซ็นเตอร์ ซึ่งเมื่อประเมินมูลค่าลงทุนพัฒนาที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตลอดโครงการคาดว่าจะไม่น้อยกว่าหมื่นล้านบาท

 

โดยล่าสุด ( 16 ตุลาคม) ทางมหาวิทยาลัย ฯ ยังได้ต่อสัญญาให้เช่าพื้นที่บริเวณสี่แยกปทุมวัน (อาคารเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ในปัจจุบัน) ให้กับผู้เช่าเดิมปัจจุบัน คือ ""บริษัทเอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะหมดสัญญาในวันที่ 22 เมษายน 2556 ออกไปอีก 20 ปี เป็นปี พ.ศ. 2576 ด้วยค่าตอบแทนในการเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวมเป็นเงิน 25,378,951,275 บาท

 

ด้านนายบันเทิง ตันติวิท ประธานกรรมการบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ กล่าวว่า เอ็มบีเค ฯมีแผนจะปรับหารายได้โดยมุ่งกลุ่มธุรกิจโรงแรม และอสังหาริมทรัพย์เข้ามาเสริม โดยจะปรับอาคารสำนักงานเอ็มบีเค ทาวเวอร์ ให้เป็นโรงแรม หลังจากที่ศึกษาพบว่าธุรกิจโรงแรมในย่านใจกลางเมืองยังเป็นที่ต้องการ และมีศักยภาพรวมทั้งให้ผลตอบแทนที่เร็วและดีกว่า โดยอยู่ระหว่างการศึกษาถึงเงินลงทุนและระยะเวลาการคืนเงิน ซึ่งสัญญาการเช่าพื้นที่ในเอ็มบีเค ทาวเวอร์จะหมดลงในปี 2556 เช่นกัน

 

ส่วนโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทจะลงทุนนับจากนี้ไป ประกอบด้วย โครงการเกรทเต็ด คอมมูนิตี้ จ.ภูเก็ต พื้นที่กว่า 2,000 ไร่ ซึ่งพัฒนาเป็นสนามกอล์ฟพร้อมบ้านเดี่ยวระดับไฮเอ็นด์ โครงการพัฒนาที่ดินที่จ.ปทุมธานี พื้นที่ประมาณ 800 ไร่ เป็นสนามกอล์ฟและบ้านจัดสรร โครงการพัฒนาที่ดินที่เกาะสมุย พื้นที่กว่า 100 ไร่ เป็นโรงแรมและวิลล่า และโครงการคอมเพล็กซ์ ที่พัทยา โดยจะพัฒนาเป็นศูนย์การค้า โรงแรม คอนโดมิเนียม เพื่อสร้างรายได้ในอนาคตที่จะเข้ามาชดเชยรายได้จากทางศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

 

อย่างไรก็ดี หลังการต่อสัญญาบริษัทจะเริ่มรีโนเวทพื้นที่โดยใช้งบประมาณเกือบ 2,000 ล้านบาท สูงกว่าจากเดิมที่คาดว่าจะใช้เงิน 1,200 ล้านบาท ทั้งนี้สัดส่วนรายได้ของธุรกิจโรงแรมจะเพิ่มขึ้นเป็น 25-30% ของรายได้รวมของบริษัท ภายใน 5 ปีจากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 18% ขณะที่กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะมีสัดส่วนรายได้เพิ่มจาก 5% เป็น 10% ในระยะเวลา 5 ปีเช่นกัน

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ