Loading

การเคหะฯขวางกระทบบ้านเอื้ออาทร พฤกษาเอสเตทครองตลาดบ้าน BO

วันที่ : 1 ตุลาคม 2550
การเคหะฯขวางกระทบบ้านเอื้ออาทร พฤกษาเอสเตทครองตลาดบ้าน BOI

หลังจากที่สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย-สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และสมาคมอาคารชุด ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านทาง กรรมาธิการการเงินและการคลัง สนช. ยื่นข้อเสนอให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แก้ไขปรับปรุงเงื่อนไขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนก่อสร้างที่พักอาศัยสำหรับคนมีรายได้น้อย หรือโครงการบ้าน BOI ด้วยการขยายวงเงินการก่อสร้างให้สูงขึ้นกว่าเดิม พร้อมแยกประเภทการขอรับการส่งเสริมออกเป็น 3 ประเภทจากเดิมที่ไม่แยกประเภท แต่กำหนดวงเงินก่อสร้างไว้ไม่เกิน 600,000 บาท โดยกิจการที่ขอแยกประเภทใหม่ประกอบไปด้วย

 

1)ที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม โครงการที่จะขอรับการส่งเสริมจะต้องเป็นโครงการที่มีระดับราคาขายห้องชุด     ยูนิตละไม่เกิน 600,000 บาท 2)ทาวน์เฮาส์หรือบ้านแถว จะต้องมีระดับราคาขายในโครงการ ยูนิตละไม่เกิน 800,000 บาท และ 3)บ้านเดี่ยว จะต้องเป็นโครงการที่มีระดับราคาขายต่อหลังไม่เกิน 1 ล้านบาท

 

โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้แสดงท่าทีพร้อมที่จะรับข้อเสนอของ 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไว้พิจารณา แต่ตั้งข้อสังเกตว่า เจตนารมณ์ในการให้การส่งเสริมการลงทุนประเภทกิจการนี้เฉพาะที่อยู่อาศัยสำหรับ ""คนจน"" เท่านั้น และที่ผ่านมาก็มีโครงการในระดับราคาไม่เกิน 600,000 บาทยื่นคำขอเข้ามามากมาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เงื่อนไขเดิมครอบคลุมความต้องการของผู้ประกอบการที่สร้างที่พักอาศัยสำหรับ ""คนจน"" อยู่แล้ว

 

ผู้สื่อข่าว ""ประชาชาติธุรกิจ"" ทำการตรวจสอบโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่พักอาศัยสำหรับคนมีรายได้น้อยในช่วงปี 2549 จนถึงปัจจุบันกับวงการอสังหาริมทรัพย์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นอกจากผู้ประกอบการรายเล็กมากๆ ที่ดำเนินโครงการที่พักอาศัยราคาถูกในต่างจังหวัดแล้ว ยังมีผู้ประกอบการรายใหญ่อีก 3 รายที่ขอรับการส่งเสริมเข้ามามากที่สุด

 

โดยรายใหญ่ที่สุดในวงการนี้ก็คือ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด เสนอโครงการบ้านทาวน์เฮาส์ราคาถูก ยูนิตละไม่เกิน 600,000 บาท เข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนมากที่สุด รองลงมาได้แก่ กลุ่มกิจการร่วมค้าพีซีซี ผู้รับเหมา ก่อสร้างโครงการบ้านเอื้ออาทร ยูนิตละ 300,000 บาท รวมไปถึงคอนโดมิเนียมในระดับราคาเดียว กันด้วย

 

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้รับเหมาโครงการบ้านเอื้ออาทรที่ไม่ได้รวมตัวกันในนามกลุ่มกิจการร่วมค้า พีซีซี เข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนด้วย อาทิ บริษัท กลอรี่ แมเนจเมนท์ จำกัด กับบริษัท สิทธิชัยเอนจิเนียริ่ง จำกัด เป็นต้น

 

ส่วนบริษัทที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนมากเป็นอันดับ 3 ได้แก่ บริษัทพนาลี เอสเตท ส่วนใหญ่เป็นโครงการทาวน์เฮาส์ ยูนิตละไม่เกิน 600,000 บาทเช่นเดียวกัน

 

แหล่งข่าวจากวงการอสังหาริมทรัพย์ให้ความเห็นกับ ""ประชาชาติธุรกิจ"" ว่า สาเหตุที่กลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ทั้ง 3 สมาคมต้องร่วมกันผลักดันให้ BOI แก้ไขเงื่อนไขหลักเกณฑ์การขอรับการส่งเสริมการลงทุนนั้น เนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีผู้ประกอบการยื่นข้อเสนอให้แก้ไขเกณฑ์ราคาขายบ้านมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่าที่ควร

 

ในประเด็นนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันในวงการอสังหาริมทรัพย์ว่า การเคหะแห่งชาติ (กคช.) ซึ่งมีตัวแทนอยู่ในคณะทำงานพิจารณาให้การอนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยและปานกลางของ BOI ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการขยายราคาต่อยูนิตให้เพิ่มขึ้น เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบกับโครงการบ้านเอื้ออาทรที่ กคช.ดำเนินการอยู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศขณะนี้

 

เนื่องจากโครงการที่อยู่อาศัยที่ยื่นขอรับ BOI  ส่วนใหญ่ราคาขายจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับบ้านเอื้ออาทร ทำให้โครงการบ้านเอื้ออาทรที่อยู่ในทำเลเดียวกันกับโครงการจัดสรรต้องแข่งขันกับโครงการของเอกชนด้วย อย่างแถบจังหวัดนนทบุรี-ปทุมธานี-พระนครศรีอยุธยา-นครปฐม หรือพื้นที่รอบนอกของกรุงเทพมหานคร (กทม.)

 

เนื่องจากเป้าหมายเดิมของ กคช. ที่มีแผนจะพัฒนาโครงการบ้านเอื้ออาทรถึง 600,000 ยูนิต ภายใน 5 ปี ตั้งแต่ปี 2546-2550 ในจำนวนนี้อยู่ใน กทม.-ปริมณฑล มากถึง 480,000 ยูนิต โดยบางส่วนเป็นโครงการที่ กคช.ซื้อหรือลงทุนร่วมกับเอกชน ซึ่งต้องแข่งขันแย่งลูกค้าระดับหนึ่งกับโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดฯระดับล่างที่ลงทุนโดยภาคเอกชน ส่วนที่เหลืออีก 120,000 ยูนิต จะกระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ