Loading

สรรเสริญ เข็นประมูลรถไฟฟ้าบางซื่อ-ตลิ่งชันภายในก.ค.นี

วันที่ : 23 มิถุนายน 2550
สรรเสริญ เข็นประมูลรถไฟฟ้าบางซื่อ-ตลิ่งชันภายในก.ค.นี้

                นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง ""นโยบายและความสำคัญขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าระบบขนส่งมวลชน"" ในงานเสวนาจัดโดยเครือเนชั่น วานนี้ (22 มิ.ย.) ว่า นโยบายสำคัญของรัฐบาลคือการแก้ปัญหาจราจร และเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งการดำเนินการตามนโยบายได้ จำเป็นต้องก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า

 

ทั้งนี้รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องโครงข่ายรถไฟฟ้าภาพรวม และกำหนดแนวทางดำเนินการโครงการ 5 เส้นทาง โดยผลักดันโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน และสายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ ที่มีความพร้อมดำเนินการก่อน ส่วนโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าเส้นทางอื่นๆ พยายามอนุมัติโครงการให้ทันภายในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อให้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม คาดว่าโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน จะประกวดราคาเดือนกรกฎาคมนี้ ขณะที่สายสีม่วงประกวดราคาเดือนกันยายน ซึ่งจะเร่งออกแบบรายละเอียดสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต ให้ประกวดราคาก่อนเดือนมกราคม 2551 เพื่อให้โครงข่ายการใช้งานของสายสีแดงมีความสมบูรณ์ เชื่อมโยงเป็นโครงข่ายนายสรรเสริญ กล่าว

 

- เล็งเปิดเอกชนเช่ารางเดินรถไฟฟ้า

รูปแบบการร่วมทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชน ดำเนินโครงการรถไฟฟ้านั้น คาดว่าจะชัดเจนในเดือนสิงหาคม เบื้องต้นรูปแบบที่น่าสนใจ คือ รัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และให้เอกชนลงทุนจัดหาตัวรถไฟฟ้าเข้ามาวิ่งให้บริการ โดยรัฐบาลเป็นผู้กำหนดอัตราค่าโดยสารเอง ซึ่งอาจต่ำกว่าต้นทุน และรัฐบาลจะอุดหนุนงบประมาณในส่วนต่างราคาที่เกิดขึ้น โดยตั้งบัญชีเชิงสังคมกับเชิงธุรกิจให้ชัดเจน  สิ่งสำคัญที่เป็นหัวใจของโครงการรถไฟฟ้าคือ ระบบตั๋วร่วม จำเป็นต้องบริหารจัดการที่ดี เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งรัดให้ใช้ตั๋วร่วมระหว่างรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟใต้ดินก่อน เพื่อเป็นแนวทางใช้ตั๋วร่วมกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ  การบริหารจัดการที่ดีมีประสิทธิภาพ และบุคลากรที่มีความพร้อม จะเป็นกลไกสำคัญทำให้โครงการรถไฟฟ้าประสบผลสำเร็จ รัฐบาลนี้จะวางรากฐานการพัฒนาคนไว้ โดยมีนโยบายกำหนดเงื่อนไขถ่ายทอดเทคโนโลยีโครงการรถไฟฟ้าให้คนไทย ซึ่งจะกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวไว้ในทีโออาร์นายสรรเสริญ กล่าว

 

- ตั้งกก.บริหารจัดการระบบขนส่งสาธารณะ

ดร.ไมตรี ศรีนราวัฒน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า รัฐจะต้องวางระบบบริหารจัดการด้านการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน โดยแยกส่วนผู้กำกับดูแลออกจากผู้ให้บริการอย่างชัดเจน โดยในวันที่ 26 มิถุนายน นี้ จะเสนอครม.ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งจะประกอบด้วยกรรมการ เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

 

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารจัดการฯ จะมีภารกิจสำคัญเรื่องแรกคือ การจัดทำระบบตั๋วร่วม ซึ่งจะเป็นตั๋วอิเล็กทรอนิกส์สำหรับระบบขนส่งสาธารณะที่สามารถใช้ตั๋วใบเดียวขึ้นระบบขนส่งสาธารณะได้ทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ เรือ ขณะเดียวกันคณะกรรมการดังกล่าวจะต้องควบคุมดูแลอัตราค่าโดยสารให้เหมาะสมด้วย  รูปแบบการบริหารจัดการโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนนั้น ต้องวางโครงการรถไฟฟ้าจากนอกเมืองเข้ามาในเมือง และเพิ่มความคล่องตัวระบบขนส่งในเมือง โดยตั้งเป้าว่าเมื่อโครงการรถไฟฟ้า 5 เส้นทางของรัฐบาลเปิดให้บริการจะมีผู้โดยสารเข้ามาใช้ประมาณวันละ 3 ล้านเที่ยว เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีผู้โดยสารใช้รถไฟฟ้าเพียงวันละ 7 แสนเที่ยว

 

- ผลศึกษารูปแบบร่วมทุนเสร็จ 25 มิ.ย.

ด้าน นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า รฟม. รับผิดชอบดำเนินการ 2 เส้นทาง คือ สายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ มูลค่า 73,862 ล้านบาท และสายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ มูลค่า 45,706 ล้านบาท โดยสายสีม่วงที่มีความพร้อมมากที่สุดขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับเอกสารประกวดราคา และศึกษารูปแบบการลงทุนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐปี 2535 ซึ่งจะแล้วเสร็จในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ และจะทราบความชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบการลงทุนกับเอกชนว่ามีสัดส่วนเท่าใด   ขณะเดียวกัน รฟม. ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือเจบิค เกี่ยวกับขั้นตอนคัดเลือกคุณสมบัติผู้รับเหมาก่อสร้างไว้รวมกับการยื่นข้อเสนอ โดยจะมี 3 ซอง คือ ซองคุณสมบัติ ซองเทคนิค และซองราคา เพื่อให้การดำเนินโครงการรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

นายศิลปชัย จารุเกษมรัตนะ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า แม้โครงการรถไฟฟ้าจะจำเป็นในการเดินทางแต่ต้องมีระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ประกอบด้วย เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชน เพราะไม่มีระบบขนส่งสาธารณะระบบใดระบบหนึ่งเหมาะสมกับการเดินทางของประชาชน ทั้งนี้ภาครัฐพยายามจัดระบบขนส่งสาธารณะอื่น เช่น รถเมล์ ต้องปรับเส้นทางให้สอดคล้องกับแนวรถไฟฟ้า และกำกับดูแลผู้ประกอบการเดินรถ ให้มีประสิทธิภาพ และคัดเลือกผู้ประกอบการที่เป็นมืออาชีพเข้ามาให้บริการ ไม่ใช่นายหน้า

 

- บีทีเอสแนะรัฐลงทุนโครงการรถไฟฟ้าทั้งหมด

ดร.อาณัติ อาภาภิรม ที่ปรึกษาคณะกรรมการ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการบีทีเอสเป็นโครงการที่เอกชนลงทุนทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสร้างปัญหาทางการเงินให้กับบริษัทอย่างมาก และแม้ว่าต่อมารัฐจะเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนโดยรัฐลงทุนก่อสร้างงานโยธา และให้เอกชนลงทุนระบบรถไฟฟ้า สัดส่วนประมาณ 80 ต่อ 20 เชื่อว่ายังทำให้การดำเนินงานของเอกชนลำบาก โดยมองว่ารูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมในโครงการรถไฟฟ้า คือรัฐลงทุนทั้งหมด

 

- บีเอ็มซีแอลพร้อมร่วมทุนทุกรูปแบบ

ดร.สมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีเอ็มซีแอล กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ดีที่รัฐบาลเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน ซึ่งเอกชนต้องรอดูความชัดเจนว่ารัฐจะให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนอย่างไรบ้าง ส่วนบริษัทมีความพร้อมทั้งรูปแบบการให้สัมปทานเดินรถ หรือการเช่าราง ซึ่งการลงทุนแต่ละรูปแบบก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน  สิ่งสำคัญในการบริหารจัดการคือ บุคลากร โดยปัจจุบันนี้พนักงานของบีเอ็มซีแอลจะต้องดูแลทรัพย์สินของประเทศคนละกว่า 100 ล้านบาท ดังนั้นเราต้องดูแลทรัพย์สินดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ และให้บริการด้วยความปลอดภัย และต้องพัฒนาความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการเดินรถ เพื่อที่จะพัฒนาความรู้ของพนักงานคนไทยดร.สมบัติ กล่าว

 

- โครงข่ายรถไฟฟ้าดันราคาที่ดินพุ่ง 3 เท่า

นายธีรชน มโนมัยพิบูลย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าปัจจุบันราคาที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าทั้งสองเส้นทาง ทั้งที่ดินย่านรัชดาฯ สุขุมวิทและพหลโยธิน มีการขยับเพิ่มขึ้นเป็น 2-3 เท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วง 7 ปีก่อน หรือช่วงที่ยังไม่มีรถไฟฟ้าและเชื่อว่าราคาที่ดินในย่านส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้าก็มีแนวโน้มขยับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน ขณะเดียวกันการก่อสร้างที่อยู่อาศัยก็จะขยายตัวตาม ในการกำหนดนโยบายการขยายโครงข่ายรถไฟฟ้านั้น ควรมีความชัดเจนและแน่นอน ไม่ใช่ชักเข้าชักออก สร้างความสับสน และภาครัฐบาลเองควรจะนำเอาที่ดินที่อยู่ในเมืองของภาครัฐ เช่น ที่ดินที่มักกะสัน บางซื่อ มาบริหารจัดการให้ดีสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งหากทำได้ที่ดินหรือแลนด์แบงก์เหล่านี้ก็จะกลายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการระดมเงินทุนของภาครัฐ โดยเฉพาะที่ดินย่านมักกะสันนั้นเชื่อว่าน่าจะสร้างมูลค่าได้ไม่น้อยกว่าหมื่นล้านบาท

 

ด้าน นายวิศิษฎ์ เลาหพูนรังษี ประธานกรรมการบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การมีโครงข่ายรถไฟฟ้าระบบขนส่งมวลชน ทำให้วิถีชีวิตของประชาชนหรือคนเมืองเปลี่ยนไป ขณะเดียวกัน ก็เกิดโอกาสทางธุรกิจด้วย และผลต่อเนื่องก็จะทำให้ที่ดินมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นในแง่ของที่ดินแม้จะมีราคาแพง แต่หากพื้นที่นั้นๆ มีโอกาสทางธุรกิจ ส่วนตัวก็ยังมองว่าน่าลงทุน  พร้อมกันนี้ ผู้บริหารของอารียา ให้ความเห็นว่า กทม.น่าจะมีการปรับเพื่อให้ประชาชนหรือผู้บริโภคมีโอกาสในการซื้อที่อยู่อาศัยถูกลง โดยเฉพาะการแก้ไขเรื่องข้อกำหนดพื้นที่จอดรถ น่าจะประยุกต์หรือทำเหมือนกับที่ฮ่องกง หากแก้ไขปรับลดพื้นที่จอดรถในอาคารได้ จะช่วยให้ต้นทุนในการดำเนินการหรือการลงทุนถูกลง โดยปัจจุบัน พื้นที่จอดรถนี้เป็นต้นทุนแฝง 10% ต่อตารางเมตร ขณะนี้ต้นทุนดังกล่าวผู้ประกอบการได้บวกเข้าไปในราคาขายให้กับลูกค้า

 

- เสนอปรับผังเมืองกทม.รองรับ

ขณะที่ นายมานพ พงศทัต อาจารย์คณะสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าระบบขนส่งมวลชน จะส่งผลคนที่อาศัยอยู่รอบนอก กทม.เข้าสู่เมือง กทม.มีประชากรเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 11.5 ล้านคน เป็น 15 ล้านคน ในอีก 10 ปีข้างหน้าและจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 18 ล้านคน ในอนาคต 20 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาครัฐจะต้องจัดเตรียมระบบสาธารณูปโภครองรับ

 

ความหนาแน่นของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ส่วนตัวเห็นว่าผังเมืองรวม กทม.ที่ประกาศใช้มาร่วม 2 ปี น่าจะมีการปรับปรุงแก้ไข ในเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน (เอฟเออาร์) ใหม่ โดยเฉพาะที่ดินในเมือง หรือตามแนวรถไฟฟ้าจาก 10 ต่อ 1 เป็น 15 ต่อ 1 เพื่อแลกกับการเปิดโล่งของพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่เปิดโล่งในโครงการที่ภาคเอกชนมีการลงทุน หากทำได้ก็จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของคนเมืองที่อาศัยอยู่ในซิตี้ คอนโด นั้นดีขึ้น

 

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เชื่อว่าจะมีมากเช่นกัน ทั้งในเรื่องของมูลค่าหรือราคาที่ดินที่ขยับสูงขึ้น ที่ขณะนี้ที่ดินส่วนใหญ่อยู่ในเมืองและผู้ประกอบการรายใหญ่ รวมถึงมีการขยายการลงทุนในโครงการต่างๆ และการลงทุนในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นี้ มีส่วนทำให้สร้างรายได้เข้าประเทศผ่านระบบ ""ภาษี"" สูงถึง 18-20%

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ