Loading

คุมสร้างตึกสูงรับแผ่นดินไหว ผู้ประกอบการอัดกันไว้ก่อนไม่เกิดประโยชน์

วันที่ : 21 พฤษภาคม 2550
คุมสร้างตึกสูงรับแผ่นดินไหว ผู้ประกอบการอัดกันไว้ก่อนไม่เกิดประโยชน์

                ภายหลังจากที่ประเทศไทยได้รับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวในประเทศเพื่อนบ้านบ่อยครั้งขึ้น เกือบทุกสัปดาห์ จนเกรงว่าจะเป็นสัญญาณบอกเหตุว่าจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ตามมา ทำให้ภาครัฐเตรียมที่จะออกกฎคุมเข้าอาคารสูงเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ โดยล่าสุดกระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างออกกฎกระทรวงควบคุมอาคารสูงออกแบบให้พร้อมรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวเพิ่มอีก 12 จังหวัด จากเดิมมีเพียง 10 กว่าจังหวัดในเขตภาคเหนือและภาคตะวันตก

      

ทั้งนี้ 12 จังหวัด ดังกล่าวได้แก่ กรุงเทพฯ , สมุทรปราการ ,นนทบุรี ,ปทุมธานี , นครปฐม ,กระบี่ , ชุมพร ,พังงา ,ภูเก็ต ,ระนอง ,สงขลา และ สุราษฎร์ธานี โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองได้กำหนดให้อาคารที่สูงเกิน 15 เมตร และอาคารสาธารณะต่างๆ เช่น โรงมหรสพ หอประชุม โรงแรม สถานพยาบาล สถานศึกษา ศูนย์การค้า อาคารจอดรถ เป็นต้น แต่ไม่รวมบ้านเรือนพักอาศัยของประชาชนทั่วไป โดยอาคารดังกล่าวต้องคำนวณการออกแบบอาคารให้มีเสถียรภาพต่อการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว อย่างไรก็ดีการก่อสร้างอาคารดังกล่าวจะทำให้มีต้นทุนการก่อสร้างเพิ่มขึ้นอีก 2-5%  กฎกระทรวงฉบับดังกล่าว อยู่ระหว่างการตรวจร่างของคณะกรรมการกฤษฎีกา และคาดว่าจะประกาศใช้ได้ในเร็วๆ นี้ ซึ่งในปัจจุบันอาคารขนาดใหญ่ใน กทม.ก็มีการออกแบบอาคารเผื่อเรื่องแผ่นดินไหวไว้อยู่แล้ว แต่การที่ออกกฎกระทรวงมาบังคับอีกเป็นการทำให้เป็นรูปธรรม

      

นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า กฎกระทรวงดังกล่าว จะทำให้ต้นทุนในการพัฒนาโครงการอาคารต้องสูงขึ้นแน่นอน และในปัจจุบันการออกแบบก่อสร้างตึกใหม่รองรับแรงสั่นสะเทือนและการต้านกระแสลมอยู่แล้ว อีกทั้งไทยไม่ใช้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว เพียงแค่ได้รับแรงสั่นสะเทือนเท่านั้น การก่อสร้างอาคารเพื่อรองรับเหมือนกับประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้งอาจไม่เกิดประโยชน์

      

นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วงก่อนหน้านี้ กทม.ได้ออกกฎมาควบคุมการก่อสร้างอาคารให้รองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวในระดับ 2.3 ริกเตอร์ ในช่วงที่พบรอยเลื่อนของแผ่นดินที่กาญจนบุรี เขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งแม้ว่าไทยจะไม่ใช้จุดศูนย์กลางก็ตาม หากรัฐบาลออกกฎหมายมาบังคับเพิ่มก็ต้องปฏิบัติตาม ทุกคนก็ต้องมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเท่าๆกัน ส่วนจะมากน้อยเท่าใดนั้นต้องกับไปดูกฎหมายว่าบังคับให้ก่อสร้างรองรับการสั่นไหวได้เท่าใด ซึ่งเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ""การออกแบบอาคารสูงในปัจจุบันรองรับแรงสั่นสะเทือน 2.3 ริกเตอร์ โดยจุดศูนย์กลางอยู่ทางภาคเหนือซึ่งถือว่าน้อยกว่ารองรับแรงลมที่แรงมากกว่า และถือว่าไม่น่าเป็นห่วง แต่อาคารเก่าและตึกแถวน่ากลัวกว่า เพราะหลายอาคารไม่ได้สร้างมาเพื่อรองรับแรงสั่นไหว การเกิดแผ่นดินไหวจนได้รับแรงสั่นสะเทือนที่ผ่านมาอาคารเหล่านี้ได้รับผลกระทบและเกิดความเสียหายมากกว่า""นายโอภาสกล่าว  อย่างไรก็ตาม การเกิดแผ่นดินไหวในเขตประเทศเพื่อบ้านจนกรุงเทพได้รับแรงสั่นสะเทือนไม่ใช่ครั้งแรก ประชาชนรับรู้มาระยะหนึ่งแล้ว ทำให้การเกิดแผ่นดินไหวในช่วงที่ผ่านมาไม่ค่อยมีการตื่นตระหนกมากนัก ส่วนลูกค้าของบริษัทเองก็ไม่แสดงความกังวลหรือสอบภามมายังบริษัทแต่อย่างใด

      

นายรัตนชัย ผาตินาวิน กรรมการผู้จัดการ บริษัทเมโทรสตาร์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า อาคารสูงในปัจจุบันการออกแบบโครงสร้างแข็งแรง ปลอดภัยกว่าอาคารเตี้ยๆ การออกแบบเพื่อต้นกระแสลมได้ถึง 2.5 เท่า อีกทั้งไทยยังไม่เคยเป็นจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว จึงไม่น่าวิตกกังวลอะไร

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ