Loading

KTB ชู 7 แผนระบายที่ดินกองทุนฯส

วันที่ : 27 กุมภาพันธ์ 2550
KTB ชู 7 แผนระบายที่ดินกองทุนฯสน

                แบงก์กรุงไทยชู7 กลยุทธ์ระบายอสังหาฯ เปิดช่องดึงโบรกเกอร์บ้านมือสองช่วยขาย จับตากองทุนต่างชาติในเอเชีย สนที่ดินผืนใหญ่แบงก์กรุงไทย ที่ดิน 61 ไร่ บริเวณถนนพิบูลย์สงคราม พร้อมคัดที่ดินเกรดAติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณถนนเจริญนคร 14 ไร่ และราษฎร์บูรณะ 22 ไร่ ออกขาย เจรจาขายทรัพย์แปลงใหญ่ 100 ล้านบาทขึ้นไปให้แก่เอเอ็มซีสุขุมวิท ระบุยังมีคดีค้างในกระบวนการบังคับ 19,000 ล้านบาทคาดประมาณ50%อาจจะเข้าไปประมูลเพื่อบริหารจัดการ

 

ปัจจุบันทรัพย์สินรอการขาย(NPA)ที่คงค้างอยู่ในระบบธนาคารพาณิชย์มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 170,000 ล้านบาท ซึ่งแต่ละธนาคาร ต่างมีนโยบายชัดเจนระบายทรัพย์ออกไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีหลากหลายวิธี ตั้งแต่การจัดมหกรรมร่วมกัน หรือการจัดมหกรรมของแต่ละสถาบัน ในส่วนของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ธนาคารของรัฐบาล นอกจากบทบาทในการสนับสนุนนโยบายของรัฐฯ การสนับสนุนสินเชื่อภาคเอกชน และการดูสังคมต่างๆ แล้ว เรื่องของการบริหาร์NPA นับว่ามีความสำคัญ เพราะหากพิจารณาตัวเลขNPAที่อยู่ในพอร์ตของธนาคารแล้ว จำนวน 35,969 ล้านบาท มูลค่าค่อนข้างสูง และหากมีการจัดการที่มีประสิทธิภาพหรือระบายNPA เหล่านี้ออกไปอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลดีต่อธนาคารฯทั้งในเรื่อง การตั้งสำรองการด้อยค่าของทรัพย์ ธนาคารจะมีรายได้เข้ามา แต่นั้นคือ ผลประโยชน์ปลายทางที่จะเกิดขึ้น แต่ระหว่างทาง การแก้ไขทรัพย์ฯเหล่านี้จะมีกระบวนการอย่างไรนั้น

 

นายสายัณห์ สตางค์มงคล รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทยฯ เปิดเผยว่า ทางธนาคารได้กำหนดกลยุทธ์ในการขายNPA หลักใหญ่ๆไว้ 7 แนวทาง ได้แก่ การสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้ที่เป็นตัวแทนขายให้แก่ธนาคาร ทั้งบุคคลและนิติบุคคล โดยการจ่ายผลตอบแทน ยึดหลักความโปร่งใส จัดการขายตรงกับผู้ซื้อ และการจัดมหกรรมร่วมกับ Home Buyer's Guild ในกรุงเทพฯและหัวหินในเดือนมี.ค.นี้, การจัดทรัพย์ขายแบบล็อตใหญ่ๆ (Big lot) ให้แก่สถาบันการเงิน เช่น บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ (บสก.)ไปแล้ว 406 รายการ ราคาประเมินประมาณ 1,395 ล้านบาท ซึ่งมีบางรายการที่บสก.ตอบรับมาแล้ว คาดว่าภายในเดือนมี.ค.จะมีการเซ็นสัญญารับโอนNPAได้

 

แนวทางถัดมา จะปรับกลยุทธ์การตลาด โดยเข้าหาลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย คือ การจัดประเภททรัพย์ตามความต้องการของลูกค้า ขายทั้งแบบรายแปลง หรือขายเป็นชุดให้แก่กลุ่มบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น , การขายทรัพย์ให้แก่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย จำกัด (KTAM) เนื่องจากทางKTAM มีแนวคิดที่จะจัดตั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ขึ้น

 

การจัดพอร์ตทรัพย์ฯเพื่อให้ดึงบริษัทนายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์(โบรกเกอร์)มาช่วยขาย โดยกำหนดค่าธรรมเนียมในการขายได้ หรือในกรณีที่มีโบรกเกอร์บางราย เสนอเรื่องขอนำทรัพย์ไปปรับปรุง(รีโนเวท) แล้วค่อยดำเนินการขายในระยะเวลาที่ยาวนั้น ทางธนาคารกำลังพิจารณาว่าจะยืดให้ยาวได้แค่ไหน ตรงนี้ต้องมีการทำสัญญาและวางเงินประมาณ 10% ของมูลค่าทรัพย์, กระบวนการขายทรัพย์ผ่านอินเทอร์เน็ต และการนำทรัพย์สินเดิมที่เคยเป็นที่ทำการของธนาคาร เช่น สาขา และอาคารสำนักงาน ซึ่งมีทำเลดีออกขายอย่างโปร่งใสตามระเบียบพัสดุของธนาคาร

 

นายสายัณห์ กล่าวว่า ทางธนาคารได้เตรียมที่จะระบายทรัพย์รายการเด่น ซึ่งจัดเป็นทรัพย์เกรด A เสนอขาย ไล่ตั้งแต่ที่ดินแปลงใหญ่ ประมาณ 61 ไร่ บริเวณถนนพิบูลย์สงคราม มูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้มีกองทุนต่างประเทศที่อยู่ในเอเชีย แสดงความสนใจที่จะเข้ามาซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ นอกจากนี้ ยังมีที่ดินแปลงและสิ่งปลูกสร้างเติมริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยได้รับสนใจจากนักลงทุน เช่น ที่ดินและโกดัง ถนนราษฎร์บูรณะ เนื้อที่ประมาณ 22 ไร่ เสนอขาย 793ล้านบาท ,คลังสินค้าที่ติดริมแม่น้ำพระยาเชื่อมติดถนนเจริญนคร เนื้อที่ 14 ไร่ ราคาขายกว่า 531 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีอาคารที่แหล่งธุรกิจที่สำคัญ เช่น อาคารเสริมมิตรอโศก พื้นที่ถึง 5,313 ตารางเมตร 4 ชั้น ราคาขายกว่า 250 ล้านบาท รวมถึงอาคารปรีชา คอมเพล็กซ์

 

รองกรรมการผู้จัดการกล่าวถึงทรัพย์ที่อยู่ในพอร์ตว่า มีจำนวน 18,865 รายการ 27,567 แปลง ราคาประเมิน 37,786.98 ล้านบาท และกว่า 50% จะเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ราคาประเมินกว่า 23,400 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าขายNPA ไว้ที่ 15,000 ล้านบาท และคาดว่าจะมีทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นจากการปรับโครงสร้างหนี้(TDRI ) หรือซื้อจากการขายทอดตลาดในปีนี้ประมาณ 8,000 ล้านบาท ส่วนในปี 2548 และ 2549 ธนาคารมีทรัพย์เพิ่มขึ้นจากแนวทางดังกล่าว 6,000 และ 8,000 ล้านบาทตามลำดับ ทั้งนี้ ยังมีคดีที่อยู่ในกระบวนการบังคับคดีของกรมบังคับคดีประมาณ 19,000 ล้านบาท และคิดว่าประมาณ 50% ของจำนวนดังกล่าว ธนาคารจะเข้าไปประมูลเพื่อบริหารจัดการต่อไปในอนาคต

 

นายสายัณห์ กล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯในปีนี้ โดยมีความเชื่อว่า ความเชื่อมั่นด้านการเมือง เงินเฟ้อแนวโน้มชะลอตัวลง ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการและผู้ซื้อปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อบ้านเร็วขึ้น ผู้ประกอบการเริ่มหันมาพัฒนาที่อยู่อาศัยขนาดกลางมากขึ้น

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

 

 

ข่าวบ้านมือสอง อื่นๆ