Loading

ร่างพรบ.ธุรกิจสถาบันการเงิน...มิติใหม่ของการกำกับดูแ

วันที่ : 3 ธันวาคม 2549
ร่างพรบ.ธุรกิจสถาบันการเงิน...มิติใหม่ของการกำกับดูแล

                ร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินฉบับใหม่ จะเป็นการรวมกฎหมายที่ควบคุมดูแลการดำเนินธุรกิจของทั้งธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ 2 ฉบับเข้าด้วยกัน ได้แก่ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 และพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินฉบับใหม่ดังกล่าว จะครอบคลุมประเด็นที่สำคัญๆ ดังนี้

         

นิยามสถาบันการเงิน :  ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินใหม่ คาดว่านิยามของสถาบันการเงินจะเปลี่ยนแปลงจากในปัจจุบันบางส่วน โดยแม้ว่าคำว่า สถาบันการเงิน  อาจยังมีนิยามที่ครอบคลุมถึง ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ แต่เนื่องจากแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินของทางการที่ออกมาในปี 2547 ที่ผ่านมา ไม่ได้สนับสนุนให้มีการประกอบธุรกิจในรูปบริษัทเงินทุน หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ในระบบสถาบันการเงินไทยอีก เพราะธนาคารพาณิชย์ได้รับการขยายขอบเขตการดำเนินงานให้สามารถทำธุรกิจของสถาบันการเงินทั้งสองประเภทดังกล่าวได้เช่นกัน ดังนั้น พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินฉบับใหม่ จึงหาทางออกให้กับบริษัทเงินทุน หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ที่ไม่ได้ยื่นแผนการปรับสถานะเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ-ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย ภายในกำหนดเส้นตายที่ธปท.กำหนด (หรืออาจยื่นแผนดังกล่าวแล้ว แต่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากทางการ) ด้วยการปรับคำนิยามของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ จากในปัจจุบันที่ให้กู้ยืมเงินโดยวิธีรับจำนองอสังหาริมทรัพย์ โดยที่จะรับ-ไม่รับฝากเงินก็ได้ มาเป็น จะต้องรับฝากเงินด้วย จึงจะจัดเป็นบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ภายใต้การควบคุมดูแลของธปท.

         

ประเภทธุรกิจทางการเงิน :  โดยคาดว่าในร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินใหม่ คงจะมีการระบุขอบเขตและประเภทธุรกิจต่างๆ ที่ธนาคารพาณิชย์สามารถกระทำได้ให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมย์ของธปท.ที่สนับสนุนแนวคิดการเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ (Universal Bank) โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตธปท. หรือรอให้ธปท.ออกประกาศเป็นการเฉพาะเสียก่อน ดังเช่นในปัจจุบัน

         

การถือหุ้นและผู้ถือหุ้น:  คาดว่าในร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินใหม่ จะผ่อนคลายสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติมาเป็น 49% จากในปัจจุบันที่กฎหมายระบุไว้ไม่เกิน 25% ยกเว้นว่าจะได้รับการผ่อนผันจากธปท. อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ธนาคารพาณิชย์ไทยหลายแห่ง มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติใกล้เคียง หรือติดเพดาน 49% แล้ว หลังจากที่ธปท.ได้ผ่อนคลายเงื่อนไขดังกล่าวให้ในสมัยช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540

         

ผู้มีอำนาจการกำกับดูแล และการกำกับดูแล: คาดว่าจะมีประเด็นที่สำคัญดังนี้

                -ลักษณะการกำกับดูแลของธปท.จะสอดคล้องและมีความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงของสถาบันการเงินมากขึ้น (Risk-Based Approach) จากในปัจจุบัน ที่มักจะให้ความสำคัญกับหลักประกันเป็นหลักในกรณีที่สถาบันการเงินปล่อยกู้ โดยร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินใหม่ คาดว่าจะให้อำนาจธปท.เต็มที่ในการดูแลความเสี่ยงทุกประเภท และสามารถออกกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับจรรยาบรรณ พร้อมบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน แทนที่จะเป็นเพียงการสนับสนุนให้ปฏิบัติตาม (Moral Persuasion) แบบในปัจจุบัน

         

ขณะเดียวกัน ร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินใหม่ ยังอาจเปิดโอกาสให้มีเงินกองทุนประเภทอื่นๆ ได้เพิ่มเติมจากเงินกองทุนขั้นที่ 1 และ 2 รวมทั้ง อาจเปิดช่องให้ธปท.สามารถกำหนดอัตราส่วนที่สำคัญให้อ่อนไหวต่อความเสี่ยงของสถาบันการเงินแต่ละแห่งมากขึ้น

         

                -เพิ่มอำนาจให้ธปท.สามารถดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจได้ ในกรณีที่ได้รับความยินยอมจากเจ้ากระทรวงที่ทำหน้าที่ดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจนั้นๆ โดยอาจทำเป็นบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) หรือสัญญาระหว่างกัน

         

                -ให้อำนาจธปท.สามารถดูแลและควบคุมธุรกิจนอนแบงก์ (Non-Bank) ได้ชัดเจนขึ้น โดยในร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินใหม่ อาจจะมอบอำนาจให้ธปท.สามารถดูแลธุรกิจที่รับฝากเงิน ให้สินเชื่อ ให้เช่าซื้อและให้เช่าแบบลีสซิ่ง หรือให้ประกันทั้งในรูปของการประกันด้วยบุคคล หรือด้วยทรัพย์ อันอาจกระทบกระเทือนถึงความปลอดภัย หรือความผาสุกของประชาชน ผ่านการออกพระราชกฤษฎีกา นั่นหมายความว่า หากธปท.เห็นว่าการประกอบธุรกิจการเงินใดของนอนแบงก์ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ก็สามารถกำหนดรายละเอียดของการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นได้ในอนาคต ขณะที่ในปัจจุบัน ธปท.จะต้องอาศัยอำนาจทางอ้อมผ่านประกาศคณะปฏิวัติ (ปว.) ฉบับที่ 58 เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ผ่านการควบคุมการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมของบัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล รวมทั้ง เงินเดือนขั้นต่ำของผู้สมัครบัตรเครดิต

         

                -กำกับดูแลในลักษณะกลุ่มธุรกิจการเงิน แทนที่จะแยกตามประเภทสถาบันการเงินเหมือนกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อมุ่งจำกัดความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ (ซึ่งขยายขอบเขตไปสู่ลักษณะที่ครบวงจรมากขึ้น) ให้สอดคล้องกับทุนที่มี ทั้งนี้ คาดว่า รายละเอียดส่วนนี้ คงจะครอบคลุมถึงเรื่องการลงทุนของสถาบันการเงินและกลุ่มธุรกิจการเงินด้วย ซึ่งน่าจะมีความสอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลแบบรวมกลุ่ม (Consolidated Supervision) ที่ธปท.เพิ่งประกาศใช้ไปในระหว่างปี 2549 ?การดำเนินการกับสถาบันการเงินที่ประสบปัญหาทางการเงินจะรวดเร็วและมีลักษณะเชิงรุกมากขึ้น ร่างกฎหมายใหม่ จะสนับสนุนการจัดการกับปัญหาทางการเงินของสถาบันการเงินในลักษณะ Prompt Corrective Action โดยอาจให้อำนาจธปท.ในการเข้าแทรกแซงการดำเนินงานของสถาบันการเงินดังกล่าว ได้โดยไม่ต้องรอให้เงินกองทุนติดลบดังเช่นกฎหมายปัจจุบัน ทั้งนี้ ในกรณีที่อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงลดลงอยู่ต่ำกว่าระดับที่กำหนด ซึ่งแม้จะยังไม่ใช่ระดับที่เป็นอันตราย แต่ธปท.อาจสั่งการให้มีมาตรการแก้ไขและทำแผนฟื้นฟูกิจการ ในขณะที่ หากอัตราส่วนเงินกองทุนดังกล่าว ลดลงมากต่ำกว่าระดับใดระดับหนึ่งที่ธปท.คิดว่าจะเป็นระดับอันตราย ธปท.ก็อาจพิจารณาให้ปิดกิจการเลยก็ได้ เพื่อยับยั้งความเสียหายอันอาจจะเกิดขึ้นกับรัฐบาลและผู้ถือหุ้น

         

นอกจากนี้ คาดว่าร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินใหม่ จะเพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดเวลาในการตัดสินใจสั่งการในเรื่องที่สำคัญต่างๆ เช่น การสั่งปิดกิจการ/เพิกถอนใบอนุญาต หรือการควบคุม/เข้าแทรกแซงการดำเนินงานของสถาบันการเงิน ให้มีความชัดเจนมากขึ้น ด้วยการระบุเป็นจำนวนวันที่ชัดเจน จากเดิมที่มักใช้เวลานานหลายเดือนในการตัดสินใจดำเนินการกับสถาบันการเงินที่ประสบปัญหา ซึ่งเคยก่อให้เกิดผลกระทบตามมาในวงกว้างและสร้างภาระจำนวนมหาศาลต่อเงินภาษีของประชาชน

         

                -บทลงโทษ:  ร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินใหม่ คาดว่าจะเพิ่มบทลงโทษสำหรับการไม่ดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งในแง่ตัวบุคคล และสถาบันการเงินให้มีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งมีการเพิ่มบทกำหนดโทษใหม่เพิ่มเติมอย่างชัดเจนในหลายประเด็น เช่น กรณีการทุจริตของผู้บริหารสถาบันการเงินจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่สถาบันการเงิน เป็นต้น

         

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงได้ประเมินถึงผลกระทบเบื้องต้นต่อธุรกิจธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

         

                -การปรับนิยามสถาบันการเงินใหม่ คงจะช่วยเพิ่มความชัดเจนให้กับแนวทางธุรกิจของสถาบันการเงินที่ไม่ได้ปรับสถานะมาเป็นธนาคารพาณิชย์ โดยสถาบันการเงินที่ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการปรับสถานะเป็นธนาคารพาณิชย์ อาจสามารถผันตนเองมาประกอบธุรกิจในลักษณะนอนแบงก์ และไม่รับฝากเงิน ซึ่งจะทำให้แม้จะยังอยู่ในขอบเขตการควบคุมบางส่วนของ ธปท. แต่ก็คงไม่เข้มงวดเท่ากับของธนาคารพาณิชย์ อันจะช่วยให้มีความยืดหยุ่นในการดำเนินงานมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ไม่ต้องการกันสำรองสำหรับหนี้เสียตามมาตรฐานที่ธปท.กำหนดอย่างเข้มงวดในปัจจุบัน เป็นต้น

         

                -การเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับโครงสร้างองค์กรในอนาคต โดยแม้ว่าในทางปฏิบัติ ธนาคารพาณิชย์ไทยหลายแห่ง โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์เอกชนขนาดใหญ่และขนาดกลาง จะมีสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติใกล้เคียง หรือติดเพดาน 49% แล้ว แต่ก็ยังมีธนาคารพาณิชย์บางแห่ง เช่น ธนาคารขนาดเล็ก และธนาคารเพื่อรายย่อย ที่สัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติอยู่ในระดับต่ำกว่า 49% ค่อนข้างมาก ดังนั้น การขยายเพดานสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ จึงน่าจะช่วยให้ธนาคารดังกล่าว มีความยืดหยุ่นในการปรับโครงสร้างองค์กรมากขึ้น เช่น การสรรหาพันธมิตรทางธุรกิจที่เป็นชาวต่างประเทศ อันจะเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้สูงขึ้นตามไปด้วย

         

                -การกำกับดูแลของทางการไทย จะมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ไทยที่เปลี่ยนแปลงมาเป็นลักษณะกลุ่มธุรกิจการเงินมากขึ้น นอกจากนี้ ในกรณีที่สถาบันการเงินประสบปัญหาทางการเงิน การกำหนดกรอบระยะเวลาและวิธีการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาและผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนขึ้น คงจะช่วยให้ทางการสามารถจัดการกับปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงของผลกระทบลงมาก นอกจากนี้ เนื่องจากในปัจจุบัน สถาบันการเงินเฉพาะกิจหลายแห่ง ประกอบธุรกิจในลักษณะที่แข่งขันโดยตรงกับธนาคารพาณิชย์เอกชนมากขึ้น ทั้งในแง่ของสินเชื่อและผลิตภัณฑ์เพื่อการระดมทุน ดังนั้น การมอบอำนาจให้ธปท.สามารถกำกับดูแล และกำหนดให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจดังกล่าว ใช้มาตรฐานการดำเนินงานในด้านต่างๆ ที่ใกล้เคียงกับธนาคารพาณิชย์มากขึ้นนั้น คงจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความแข็งแกร่งของระบบสถาบันการเงินในภาพรวม ขณะเดียวกัน ก็เท่ากับเป็นการสนับสนุนให้เกิดความเท่าเทียมในการแข่งขันมากขึ้นด้วย

         

                -การให้อำนาจทางตรงในการกำกับดูแลธุรกิจนอนแบงก์ อาจสร้างข้อจำกัดในการประกอบธุรกิจดังกล่าวมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะหากธปท.เห็นว่ามีการประกอบธุรกิจในลักษณะที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หรืออาจสร้างผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศ

         

โดยสรุปแล้ว แม้รายละเอียดที่ชัดเจนของร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินใหม่ คงจะขึ้นอยู่กับการเปิดเผยเพิ่มเติมในอนาคต แต่การประมวลข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบต่อธุรกิจสถาบันการเงินที่ค่อนข้างจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับสิ่งที่ทั้งสถาบันการเงินและธปท.ได้ดำเนินการไปแล้ว ตามแนวทางของแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินฉบับแรก และหลักเกณฑ์ที่ธปท.เพิ่งประกาศออกมา อาทิ เกณฑ์การกำกับดูแลแบบรวมกลุ่ม หรืออีกนัยหนึ่งคือ การออกกฎหมายดังกล่าว คงจะช่วยทำให้การปรับตัวต่างๆ ของสถาบันการเงิน มีผลชัดเจนขึ้นทางกฎหมาย และทำให้สถาบันการเงินมีความพร้อมมากขึ้นสำหรับการบังคับใช้กฎหมายการเงินฉบับอื่นๆ ที่กำลังจะตามมาในอนาคต เช่น ร่างพ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งจะต้องอาศัยรากฐานของระบบสถาบันการเงินที่แข็งแกร่งเพียงพอเสียก่อน นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินใหม่ดังกล่าว ยังย้ำถึงเจตนารมย์ของธปท.ที่ชัดเจนในเรื่องของการดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในรูปแบบของ Universal Banking การเสริมสร้างมาตรฐานในการประกอบธุรกิจให้สอดคล้องกับหลักปฏิบัติของสากล รวมทั้ง ความเข้มงวดในการกำกับดูแลที่เพิ่มขึ้นมาก

 

 

ที่มา : เว็บไซต์สยามรัฐ

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ