Loading

กรมที่ดินเข้มไล่จดทะเบียนพื้นที่ส่วนกลา

วันที่ : 17 มิถุนายน 2549
กรมที่ดินเข้มไล่จดทะเบียนพื้นที่ส่วนกลาง

                    นายพีรพล ไตรทศาวิทย์ อธิบดีกรมที่ดิน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมที่ดินได้มอบหมายให้ เจ้าหน้าที่ทุกจังหวัดตรวจสอบโครงการที่ได้รับการอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามกฎหมายเดิม คือ ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 (พ.ศ. 2515) จนถึงปัจจุบันว่า มีโฉนดที่ดินจัดสรรส่วนที่เป็นสาธารณูปโภค หรือบริการสาธารณะแปลงใด ที่ยังไม่มีการจดแจ้งการเป็นสาธารณูปโภค หรือบริการสาธารณะ โดยให้จดแจ้งรายละเอียดด้วยตัวอักษรสีแดงไว้ในโฉนดที่ดิน ทั้งฉบับสำนักงานที่ดิน และฉบับเจ้าของที่ดิน ระบุว่า โฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว เป็นพื้นที่ส่วนที่กันไว้เป็นสาธารณูปโภค หรือบริการสาธารณะประเภทใด

 

                    ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียน เกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินในกรณีต่างๆ อาทิ การไม่ดูแล บำรุงรักษาสาธารณูปโภค การโอนที่ดินแปลงสาธารณูปโภค หรือบริการสาธารณะไปให้บุคคลอื่น แล้วผู้รับโอนนำที่ดินดังกล่าว ไปทำประโยชน์อย่างอื่นไม่เป็นไปตามแผนผังโครงการ และวิธีการจัดสรรที่ดินที่ได้รับอนุญาตไว้ เป็นต้น  อธิบดีกรมที่ดิน กล่าวว่า การกำหนดแนวทางปฏิบัติของกรมที่ดินในครั้งนี้ นอกจากเป็นการลดปัญหาข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการนำที่ดินที่กำหนดให้เป็นสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรรต่างๆ ไปใช้ผิดประเภทจากที่ขออนุญาตไว้แล้ว ยังเป็นการลดข้อพิพาทระหว่างผู้ประกอบการ กับผู้ซื้อที่ดินอีกทางหนึ่ง

ด้วย

 

                    ด้านนายวสันต์ เคียงศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธารารมณ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เห็นด้วยที่เจ้าหน้าที่ของกรมที่ดิน จะเข้าไปตรวจสอบโครงการจัดสรรที่ได้รับอนุญาตจัดสรร ทั้งในอดีตและในปัจจุบัน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน รวมถึงเป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกัน ก็เป็นอีกวิธีการที่จะเข้าไปตรวจสอบว่า มีผู้ประกอบการรายไหนอาศัยช่องทางดังกล่าวแสวงหาผลประโยชน์จากพื้นที่ส่วนกลางบ้าง  ทั้งนี้ โดยปกติในการยื่นขออนุญาตจัดสรรในที่ดินแต่ละแปลง ผู้ประกอบการจะมีการลงประทับตราในพื้นที่ ที่จะสร้างเป็นพื้นที่ส่วนกลาง และมีจำนวนแปลงที่ดิน ที่จะขายเป็นจำนวนเท่าใดไว้ชัดเจน แต่ก็อาจมีผู้ประกอบการบางราย ไม่แจ้งชัดเจนในโฉนดที่ดินที่ยื่นขอจัดสรร ซึ่งผู้ประกอบการที่เลี่ยงด้วยวิธีการแบบนี้ ย่อมส่งผลเสียต่อภาพรวม  ความเห็นดังกล่าว สอดคล้องกับนายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ที่ระบุว่า เห็นด้วยที่กรมที่ดิน จะเข้าไปตรวจสอบโครงการจัดสรร พร้อมกับให้มีการแจ้งจดทะเบียนพื้นที่ส่วนกลาง แต่อย่างไรก็ดี โดยปกติในการยื่นขอจัดสรรตาม พ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน หรือการยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคารตามกฎหมายอาคาร จะมีการระบุชัดเจนลงไปในโฉนดที่ดิน หรือผังโครงการ ที่ยื่นขอจัดสรรว่าพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่ขายหรือพื้นที่ส่วนกลางอยู่แล้ว คงไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจยกเว้น ผู้ประกอบการที่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์ แล้วไม่ได้ชี้แจงหรือให้รายละเอียดพื้นที่ส่วนกลางที่ชัดเจนไว้ตั้งแต่เริ่มต้น

 

                    อย่างไรก็ตาม นอกจากข้อพิพาทระหว่าง ผู้ซื้อบ้านกับเจ้าของโครงการที่เกิดขึ้น ที่มาจากการนำพื้นที่ส่วนกลางไปทำการค้าในเชิงพาณิชย์แล้ว การยื่นขอจดทะเบียนนิติบุคคลบ้านจัดสรร ก็เกิดปัญหาเช่นกัน โดยมีโครงการจัดสรรบางแห่งได้รับการยกเว้นการยื่นขอจัดสรร ได้เกิดกรณีพิพาทระหว่างผู้ซื้อกับเจ้าของโครงการด้วย ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ดำเนินการภายใต้โครงการกิจการร่วมทำ (Consortium) ซึ่งเป็นการนำทรัพย์ไม่ก่อเกิดรายได้ (NPA) ใน ความดูแลของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย  (บสท.)มาพัฒนา ไม่ต้องจัดตั้งนิติบุคคลบ้านจัดสรรขึ้นมาดูแล ขณะเดียวกันเจ้าของโครงการไม่ต้องจ่ายเงินสมบท 7% ของวงเงินกองทุนค่าส่วนกลาง เหมือนกรณีจัดตั้งนิติบุคคลบ้านจัดสรร

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ