Loading

อภิรักษ์ โกษะโยธิน เปิดยุทธศาสตร์พัฒนา กทม. สิ่งแวดล้อมกับเชิงพาณิชย์ต้องไปด้วยกั

วันที่ : 1 มิถุนายน 2549
อภิรักษ์ โกษะโยธิน เปิดยุทธศาสตร์พัฒนา กทม. สิ่งแวดล้อมกับเชิงพาณิชย์ต้องไปด้วยกัน

                    เป็นเวลาเกือบ 2 ปี ที่ ""อภิรักษ์ โกษะโยธิน"" เข้ามานั่งบริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในฐานะพ่อเมือง ต้องยอมรับว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมามีผลงานหลายชิ้นที่สร้างความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ให้กับ เมืองหลวงกรุงเทพฯดูดีขึ้น อาทิ ด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาการจราจร

 

                    วินาทีนี้ กทม.ถูกจับตามองอีกครั้งเมื่อทีม ผู้บริหารจากพรรคประชาธิปัตย์ขับเคลื่อนนโยบายประกาศบังคับใช้ ""ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร"" ฉบับใหม่ได้ทันเงื่อนไขเวลาเดดไลน์ภายใน วันที่ 5 กรกฎาคม 2549 ซึ่งเป็นเดดไลน์ครั้งสุดท้ายหลังจากที่ประกาศล่าช้ามาปีกว่า

 

                    ประเด็นคือเมื่อประกาศใช้แล้ว หลายคนมีคำถามว่า ผังเมืองฉบับใหม่นี้จะมีอิทธิพลหรือผลกระทบต่อการบริหาร กทม. ตามนโยบายของผู้ว่าฯ กทม. ที่ต้องการให้เป็น ""เมืองน่าอยู่"" อย่างไรบ้าง ประเด็นสำคัญต่อมาคือผลกระทบที่เกิดกับภาคธุรกิจ ตลอดจนแนวทางการปรับตัวเพื่อรองรับการพัฒนาเมืองให้มีทิศทางสอดคล้องกับผังเมืองใหม่

 

                    ""อภิรักษ์"" ให้สัมภาษณ์พิเศษ ""ประชาชาติธุรกิจ""  ว่า กทม.มีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนเรื่องการพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน เน้นเรื่องกระบวนการในการมีส่วนร่วม เพราะเชื่อว่าลำพัง กทม. หากใช้กฎระเบียบบังคับอย่างเดียว ผลสัมฤทธิ์ไม่น่าจะเกิด ปัญหาของกรุงเทพมหานครที่เป็นเมืองขนาดใหญ่ และมีคนอยู่ 10 กว่าล้านคน ความสำคัญคือต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาให้สอดคล้องกับเป้าหมาย

 

                    เพราะฉะนั้นทิศทางของ ""เมืองน่าอยู่"" จะมีเรื่องของการอนุรักษ์พัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม การ ส่งเสริมการใช้โครงการระบบขนส่งมวลชน การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำมันแพง ปัญหารถติด ซึ่งก็ก่อให้เกิดมลพิษ รวมถึงการเน้นเรื่องคุณภาพชีวิต คุณภาพการศึกษา ยุทธศาสตร์หลักเรามีการพูดชัดเจนในเรื่องการพัฒนาเมือง มีทิศทาง ก็สอดคล้องกับเรื่องการใช้ผังเมืองเป็นหลัก

 

                    ""อภิรักษ์"" แสดงความเชื่อมั่นว่าปัญหาคงไม่หมดไป เพราะรถยังคงติดอยู่ แต่สภาพแวดล้อม ในช่วง 1 ปีกว่าที่ผ่านมามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ยกตัวอย่างจากนโยบายที่มีการตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่สีเขียวอีก 30% เป็นอย่างน้อยในกรอบระยะเวลา 4 ปี คำนวณย้อนกลับเป็นค่าเฉลี่ยทุกปีต้องมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 600 กว่าไร่ และเปรียบเทียบกับดัชนีชี้วัดในคอนเซ็ปต์ ""เมืองน่าอยู่"" ต้องมีพื้นที่สีเขียว 4 ตารางเมตรต่อคน ขณะที่ค่าเฉลี่ยปัจจุบัน กทม.มีพื้นที่สีเขียวประมาณ 2.3 ตารางเมตรต่อคน

 

                    ถ้าไปสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่องแรกที่คนพึงพอใจคือเรื่องสิ่งแวดล้อม ตามมาด้วยด้านคุณภาพชีวิต ยกตัวอย่างเรื่องการเพิ่มศูนย์เยาวชนกีฬา การออกกำลังกาย สาธารณสุขในเชิงรุก ปรับระบบการให้บริการโรงพยาบาลใน กทม. และมาตรฐานการศึกษาในสังกัด กทม. คงไม่จำกัดเฉพาะโรงเรียนทั้ง 435 โรงเรียน แต่มีเรื่องการพัฒนาห้องสมุด บ้านหนังสือ

 

                    แต่ทว่าเรื่องปัญหาการจราจรยังต้องอาศัยระบบขนส่งมวลชนเป็นหลัก แม้ว่าในปีที่ผ่านมาจะมีบางโครงการที่ช่วยเรื่องการจราจร เช่น โครงการ 5 แยกลาดพร้าว จะเห็นว่าการจราจรในบริเวณใกล้เคียงดีขึ้นเยอะ

 

                    แผนการพัฒนาเมืองระยะยาว 20 ปี จึงแบ่งเป็น 5 เฟส เฟสละประมาณ 4 ปี นโยบายแทนที่จะเป็นระดับ การแก้ปัญหาหรือการพัฒนาอย่างเดียว  เรามีการพัฒนาในเชิงกลุ่มพื้นที่ด้วย โดยในเขตปกครองพื้นที่ กทม. 50 เขต จะแบ่งเป็น 12 กลุ่มโซน และแต่ละกลุ่มโซนก็มีการพัฒนาให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่นั้นๆ เช่น ในบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ที่เป็นพื้นที่ชั้นใน มีโบราณสถาน ดังนั้นทิศทางการพัฒนาจะสอดคล้องกับผังเมืองที่กำหนดเป็น ""สี"" สำหรับพื้นที่อนุรักษ์ โครงการก็จะต้องสอดคล้องกัน

 

                    ในเขตกลุ่มเศรษฐกิจเมือง เช่น สาทร สีลม พระรามที่ 3 ที่เป็นเศรษฐกิจใหม่ ก็จะส่งเสริมความสะดวก อินฟราสตรักเจอร์ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ในแต่ละบริเวณเหมือนเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ หรือในกลุ่มพื้นที่บ้านที่อยู่อาศัย เช่น จตุจักร ลากยาวขึ้นไปถึงหลักสี่ สายไหม ขยายมาอยู่ด้านเหนือ ก็มีระบบสาธารณูปโภค เส้นทางสัญจร การวางระบบสัญจร ซึ่งเป็นแผนแม่บทที่จะช่วยให้การกระจายคนมาตามศูนย์การค้าสะดวก หรือตัวอย่าง ""ด้านตะวันออก"" ถือว่าเป็นพื้นที่รับน้ำ ก็ต้องกำหนดเป็นพื้นที่สีเขียวทแยงขาว ก็จะสอดคล้องกับทิศทางผังเมือง

 

                    ผังเมืองจะพูดถึงการพัฒนาเมืองแต่ไม่ได้พูดถึงการพัฒนาคน เพราะเป็นเรื่องแค่การปลูกสร้าง โซนสี เหมือนเป็นฮาร์ดแวร์ ดังนั้นในแผนพัฒนาเราจะพูดถึงเรื่องตัวคนด้วย ยกตัวอย่างการพัฒนาชุมชนในแต่ละพื้นที่ เช่น หนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง เราจะจัดสร้างเป็น ""หนองจอก การ์เด้น ซิตี้"" ในยุโรปหลายเมืองมีแบบนี้ ไม่ใช่สร้างตึกหมด แต่เป็นเมืองที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต นั้นๆ เช่น ใน กทม.มีอยู่ 27 เขตที่ทำเกษตรกรรมอยู่ ปลูกข้าว พืชไร่ ประมง อย่างปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติที่บางขุนเทียน แถบนั้นมีพื้นที่ติดอ่าวไทย ถ้าไม่มีการวางผังเมืองก็จะถูกน้ำกัดเซาะ

 

                    ""อีกพื้นที่ที่จะพัฒนาในระยะยาวคือบริเวณใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ สมัยก่อนมองว่าเป็นย่านอยู่อาศัย อนาคต กทม.จะพัฒนาพื้นที่แถวหนองจอก มีศูนย์อบรมขนาดใหญ่ ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้และการพัฒนาเมือง ที่จะเชื่อมโยงกับเมืองที่เป็นเมืองพี่เมืองน้องกับ กทม.กับสถาบันการศึกษาทั้งในประเทศและสมาคมวิชาชีพต่างๆ เพื่อดูแลการขยายตัวของการพัฒนาเมืองรอบสุวรรณภูมิ""

 

                    ในผังเมืองจะมีการกำหนดการพัฒนาที่ชัดเจน ต้องอธิบายเป้าหมาย วัตถุประสงค์ เป้าหมายการพัฒนาที่ชัดเจน กำหนดผังเมืองให้เป็นการพัฒนาให้เป็นเมืองน่าอยู่ ศูนย์การเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค พูดง่ายๆ คือกำหนดสัดส่วนการใช้ประโยชน์ที่ดินกับพื้นที่โล่งกว้าง กำหนดชัดเจนว่าพื้นที่ตรงไหนควรมีพื้นที่สีเขียว

 

                    จะเป็นการช่วยบอกทิศทางการใช้งบประมาณ พัฒนาเรื่องระบบสาธารณูปโภค ขนส่งมวลชน ผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินก็จะทราบถึงทิศทาง จากที่ผ่านมาการพัฒนาอาจจะเป็นแบบไร้ทิศทาง และเวลาภาครัฐจะมีงบฯส่วนกลางไปพัฒนา อินฟราสตรักเจอร์ก็ไม่สอดคล้อง ยกตัวอย่างในบางพื้นที่ยังไม่มีน้ำประปาใช้ ทำให้การพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดมันไม่เกิดขึ้น

 

                    ไฮไลต์ของผังเมือง กทม.ฉบับใหม่ที่มีคำถามระงมถึงก็คือ FAR (อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน) กับ OSR (อัตราส่วนของที่ว่างต่อพื้นที่อาคารรวม)

 

                    ""ค่า FAR และ OSR แน่นอนว่ากำหนดเพื่อไม่ให้เมืองแออัด ถ้าบริเวณพื้นที่ชั้นในบางส่วนที่เป็นพื้นที่อยู่อาศัยหรือกำหนดให้มีการก่อสร้างอาคารสูงมากเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา แน่นอนว่าผู้ประกอบการอาจจะรู้สึกว่าไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เขาคิดไว้ แต่ผมเองก็ไม่อยากให้มองในมุมว่าผังเมืองฉบับนี้จะทำให้ราคาบ้านสูงขึ้น จริงๆ ก็ไม่จริง เราต้องมองในภาพรวมด้วยว่าพัฒนาแล้วแออัด""

 

                    ผู้ว่าฯ กทม.ฉายประเด็นว่า คำว่าแออัดคือ ถ้าวันหนึ่งเกิดเพลิงไหม้ ยิ่งเกิดความเสียหายมากกว่า ถ้าไม่ปฏิบัติตามระเบียบ และในที่สุดถ้าเป็นเมืองที่น่าอยู่และเราใช้เงินในการทำสาธารณูปโภคพื้นฐานได้เต็มที่ในภาพรวมน่าจะดีขึ้น แต่การบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียวไม่พอ คือลำพังเจ้าหน้าที่ กทม.ไปตรวจจับไปไล่ ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากเห็น

 

                    ""สิ่งที่อยากเห็นคือความร่วมมือความเข้าใจ ครั้งนี้ก็ดีที่เครือมติชนจัดงานและในส่วนประชาชนยังขาดความรู้ความเข้าใจ ซึ่งทาง กทม.ก็มีการตั้งศูนย์ให้ความรู้หรือตอบข้อสงสัยเวลาไม่เข้าใจในเรื่องผังเมืองด้วย""

 

                    ในระยะยาวเรากำลังมีการจัดสร้างศูนย์นิทรรศการเมือง กทม.ที่บริเวณสำนักผังเมืองถนน วิภาวดีรังสิต ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในปีหน้า ศูนย์นี้ในเมืองใหญ่หลายเมือง เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ จะมีเอ็กซิบิชั่นฮอลที่แสดงให้เห็นว่าเมืองจะพัฒนาไปในทิศทางไหนใน 5 ปี 10 ปีข้างหน้า เพื่อให้คนได้เข้าไปดู แบบนี้จะทำให้คนเข้าใจและแม้แต่มีความคิดเห็นแตกต่างก็สามารถแสดงความเห็น

 

                    ""จริงๆ ผังเมืองฉบับนี้เป็นครั้งแรกที่มีระบบโบนัส ถ้าเอามาใช้ทำพื้นที่สาธารณะกว้างๆ ก็จะใช้ประโยชน์ที่ดินได้มากขึ้นจากเกณฑ์ปกติ เป็นแรงจูงใจอยากให้คนมาพัฒนาอันนี้""

 

                    ถึงแม้ผังเมืองฉบับนี้จะประกาศล่าช้าไป 2 ปี จริงๆ ในช่วงทำ มีการเปิดโอกาสให้แสดงความเห็น แน่นอนว่าคงรับฟังไม่ได้หมด แต่เราคงเปิดรับฟังอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเนื่องจากผังเมืองต้องบังคับใช้ไป 5 ปี แต่ในระหว่างนี้เราคงดูว่ามีจุดไหนที่เกิดความเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาเมืองอาจจะทำให้คนรู้สึกว่าไม่เหมาะสม ซึ่งในข้อเท็จจริงไม่ใช่ เพราะเป็นการวางแผนพัฒนาระยะยาว

 

                    ต้องไม่มองว่าผังเมืองเป็นเรื่อง กทม. ถ้าเป็นเรื่องบังคับ ผลจะไม่เกิดตามที่เราต้องการ นั่นคือ เป็นจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนทัศนคติ ผังเมืองไม่ใช่แค่กฎหมาย แต่เป็นเรื่องที่ทำให้ชีวิตเป็นอยู่ อนาคต 10 ปี 15 ปีข้างหน้าจะเป็นเมืองน่าอยู่ ไม่ใช่เมืองใหญ่โต ทุกคนต้องไปอยู่ตึกสูง แต่หมายถึงเมืองที่รักษาสมดุล ศิลปะโบราณ กับเป็นเมืองที่มีทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน ย่านธุรกิจ ที่อยู่อาศัย ย่านอนุรักษ์พื้นที่สีเขียว

 

                    ส่วนคนที่ไม่ยอมรับก็คงต้องเปิดโอกาสให้ความรู้ความเข้าใจ คิดว่าในแต่ละปีคงมีการประเมิน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ทำอะไรเลย คงสะท้อนความคิดเห็นเรื่อยๆ และถ้ามีสาระสำคัญก็จะหยิบยกมาพิจารณา แต่ก็อยากให้ใจเย็นๆ เพราะถ้ามีทิศทางชัดเจนในการพัฒนา ประโยชน์ก็อยู่ที่ส่วนรวมและตัวผู้พัฒนาที่ดิน

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ