Loading

รับสร้างบ้านฝ่าปัจจัยลบ วัสดุ-ค่าแรงพุ่ง 5-7%

วันที่ : 12 กุมภาพันธ์ 2562
บิวท์ ทู บิวด์แนะผู้บริโภครับมือต้นทุนสร้างบ้านขาขึ้น ขณะที่ได้อานิสงส์เมกะโปรเจกต์หนุนตลาดปีนี้โต 5-7%
          อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร

          วัสดุ-ค่าแรงพุ่ง5-7%

          บิวท์ ทู บิวด์แนะผู้บริโภครับมือต้นทุนสร้างบ้านขาขึ้น ขณะที่ได้อานิสงส์เมกะโปรเจกต์หนุนตลาดปีนี้โต 5-7%

          ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันพฤติกรรม ผู้บริโภคมีความต้องการที่หลากหลายและมีไลฟ์สไตล์เป็นของตนเองมากขึ้น ดังนั้นในการจะเลือกซื้อที่อยู่อาศัย รวมทั้งจะสร้างเองก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน โดยจะเน้นเรื่องของฟังก์ชั่นพื้นที่ใช้สอยควบคู่กับดีไซน์ที่สวย ที่สำคัญ ผู้บริโภคมีความรู้มากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องมีการปรับตัวเพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค แล้วยังเป็นการปรับรับความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลด้วย

          สุธี เกตุศิริ กรรมการผู้จัดการ กลุ่ม บิวท์ ทู บิวด์ เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้านในปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้ดีกว่าปีที่แล้ว คืออยู่ประมาณ 5-7% ทั้งนี้เป็นผลมาจากแรงหนุนจากการลงทุนของภาครัฐและเอกชน รวมถึงผลพวงจากโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เมกะโปรเจกต์ ต่างๆ และการเลือกตั้งปี 2562 จะเป็นแรงส่งสำคัญทำให้เศรษฐกิจไทยมีการปรับตัวดีขึ้นและต่อเนื่องไปอีกหลายปี เช่นเดียวกับโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (อีสเทิร์นซีบอร์ด) โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตได้ประมาณ 4-4.5% แม้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศยังมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนก็ตาม

          อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยที่ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการต้องระวังในปีนี้คือ ราคาวัสดุ เช่น ปูนซีเมนต์ ไม้ และสุขภัณฑ์ ที่มีการปรับราคาขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้วเฉลี่ยราว 5% โดยมีแนวโน้มจะปรับขึ้นอีกในปีนี้ประมาณ 5-7% อีกทั้งเรื่องของแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานฝีมือ ซึ่งมีความต้องการมาก ขณะที่ค่าแรงในไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเช่น เวียดนามถึง 50-100%

          รวมไปถึงการแข่งขันที่มากขึ้นจากการปรับตัวของผู้รับเหมารายย่อยหรือเอสเอ็มอี ที่ยกระดับมาตรฐานการให้บริการและเข้ามาอยู่มีสมาชิกกันมากขึ้น ทำให้เกิดการแข่งกันเอง ซึ่งไปชิงส่วนแบ่งตลาดของผู้รับเหมาทั่วไป ปัจจุบันบริษัทที่อยู่ในสมาคมมีส่วนแบ่งถึง 20% เมื่อเทียบกับเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมามีสัดส่วนไม่ถึง 5% ซึ่งแต่ละปีตลาดรวมสร้างบ้านเองจะมีมูลค่าราว 5 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นของราคาวัสดุก่อสร้าง-สุขภัณฑ์และค่าแรง ทำให้บริษัทได้มีการปรับราคาสร้างบ้านเพิ่ม 3-5% ในปีนี้

          สำหรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม บิวท์ ทู บิวด์ ที่นำมาใช้ยังคงเน้นในเรื่องการสร้างมาตรฐานของคุณภาพงานก่อสร้างและบริการในราคาที่คุ้มค่ากับผู้บริโภค อีกทั้งการเร่งทำตลาดในรูปแบบครบวงจร ทั้งการตลาดแบบออฟไลน์และออนไลน์ โดยจะเน้นจัดกิจกรรมที่เข้าถึงลูกค้าได้โดยตรง รวมทั้งร่วมออกบูธแสดงสินค้าตลอดทั้งปี วางงบทำการตลาดปีนี้ที่ 20 ล้านบาท

          นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทได้เตรียม รีโนเวตสำนักงานขายใหม่ รวมไปถึงการรีโนเวตห้องโชว์วัสดุที่สำนักงานใหญ่บนถนนอ่อนนุช ให้มีความทันสมัยเพื่อรองรับงานขายและงานบริการให้แก่ลูกค้า อีกทั้งยังได้มีการออกแบบบ้านใหม่ ซึ่งในปีนี้ได้ออกแบบบ้านใหม่สไตล์โมเดิร์นจำนวน 6 แบบ จาก 3 แบรนด์ ราคาเริ่มต้นที่ 3.5 ล้านบาทขึ้นไป ขนาดพื้นที่เริ่ม 218-1,503 ตารางเมตร (ตร.ม.) จากปัจจุบันที่มีกว่า 120 แบบ เพื่อเจาะฐานลูกค้าตลาดกลางและบน โดยแต่ละแบบจะมีการดีไซน์รูปทรงและฟังก์ชั่นที่มีความโดดเด่นแตกต่างกันออกไป เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายให้แก่ลูกค้าตามแต่ละสไตล์การใช้ชีวิต

          สุธี กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทให้ความสำคัญกับการทำเอ็กซ์พีเรียนซ์มาร์เก็ตติ้ง ที่จะช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์และต้องการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภค ทั้งกลุ่มบ้านสร้างใหม่ รวมทั้งผู้ที่ทุบบ้านเก่าแล้วปลูกสร้างบ้านใหม่ในพื้นที่เดิม ซึ่งพบว่ามีสัดส่วนกว่า 50% ที่ผู้บริโภคคนไทยนิยมสร้างบ้านในถิ่นเดิม

          ในส่วนของเป้าหมายทางการขายปีนี้ตั้งไว้ที่ 900 ล้านบาท ใกล้เคียงปีที่แล้ว โดยปี 2561 บริษัทมียอดขายรวมที่ 837 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าที่วาง 7% ซึ่งเป้าตั้งไว้ที่ 900 ล้านบาท จากช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2561 ที่เศรษฐกิจแผ่วลง

          ทั้งนี้ สัดส่วนที่ลูกค้าส่วนใหญ่สนใจปลูกสร้างบ้านจะเป็นบ้านระดับราคา 1-5 ล้านบาท 40% ระดับ 5-10 ล้านบาท 40% และ 10 ล้านบาทขึ้นไป 20% ซึ่งสอดคล้องกับแบรนด์ของบริษัท ซึ่งประกอบด้วย บริษัท บิวท์ ทู บิวด์ ที่สร้างบ้านระดับ 10 ล้านบาทขึ้นไป หรือเฉลี่ย 2 หมื่นบาท/ตร.ม. บริษัท บางกอกเฮ้าส์บิวเดอร์ สร้างบ้านระดับราคา 6-10 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 1.6 หมื่นบาท/ตร.ม. และบริษัท สมอลล์เฮ้าส์บิวเดอร์ สร้างบ้านระดับราคา 1.5-5 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 1.4 หมื่นบาท/ตร.ม.

          "สิ่งที่อยากเห็นหลังจากเลือกตั้งในฐานะประชาชนและผู้ประกอบการนั้น อยากเห็นการเมืองสงบ ไม่มีความขัดแย้ง รัฐบาลชุดใหม่สามารถบริหารประเทศได้ โดยอยากให้มองภาพรวมประเทศ นโยบายหรือโปรเจกต์ที่ดีอยู่อยากให้สานต่อ แต่ถ้าไม่ดีก็เปลี่ยน ไม่อยากให้เศรษฐกิจประเทศสะดุด" สุธี กล่าว

          พร้อมกันนี้ควรสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งผู้ประกอบการรายกลางและเล็กสามารถเข้าถึงแหล่งทุนที่ง่ายขึ้น เพราะในต่างประเทศกลุ่มนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ

          ด้านธุรกิจรับสร้างบ้านเองเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตดีต่อเนื่อง ขณะที่มียอดปฏิเสธสินเชื่อ 10-15% เมื่อเทียบกับโครงการอสังหาฯ โดยรวมที่มีการปฏิเสธสินเชื่อที่สูงกว่า 30%
 
ข่าววัสดุก่อสร้าง-เฟอร์นิเจอร์ อื่นๆ