Loading

โอเชี่ยน กางแผน3ปีรุกอสังหาฯเต็มสูบ ดันรายได้โตก้าวกระโดด-ทำแผนรับมือภาษีที่ดิน

วันที่ : 4 มีนาคม 2562
นายณพงศ์ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจ เรสซิเดนท์ บิซิเนส บริษัท โอเชี่ยน พรอพเพอร์ตี้ จำกัด ทายาทรุ่น 3 กลุ่มไทยสมุทร เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในระยะ 3 ปีข้างหน้า (2562-2564)
          นายณพงศ์ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจ เรสซิเดนท์ บิซิเนส บริษัท โอเชี่ยน พรอพเพอร์ตี้  จำกัด ทายาทรุ่น 3 กลุ่มไทยสมุทร เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในระยะ 3 ปีข้างหน้า (2562-2564) ว่า จะให้ความสำคัญการขยายโอกาสในการลงทุน โดยมีแผนเปิดโครงการในแต่ละปี 2-3 โครงการ หรือหากปีไหนมีการเปิดโครงการแนวสูง ก็จะเปิดโครงการเพียง 1-2 โครงการ มูลค่าโครงการ 3,000-4,000 ล้านบาท  ซึ่งจากนี้ไปจะเห็นโครงสร้างรายได้ที่เปลี่ยนแปลงไป จากในช่วงที่ผ่านมา สัดส่วนรายได้หลักประมาณ 80% มาจากธุรกิจรายได้ที่มาจากค่าเช่าและบริการ จะขยับสัดส่วนในเชิงโครงสร้างการลงทุนโครงการเพื่อขายเป็น 70% ตามแผนระยะสั้น และอีก 30% เป็นส่วนของรายได้เพื่อเช่า ซึ่งเฉลี่ยแต่ละปีจะมีตัวเลขส่วนนี้ประมาณ 500 ล้านบาท

          ทั้งนี้ หากเป็นไปตามแผน จะทำให้ในปี 2564 รายได้จากธุรกิจเพื่อขายอยู่ที่ 1,400 ล้านบาท (ยังไม่นับรวมรายได้จากธุรกิจเพื่อเช่า) ปัจจุบันโครงการในกลุ่มธุรกิจเพื่อเช่าที่สร้างรายได้สม่ำเสมอ ได้แก่โครงการโอเชี่ยน มารีน่า ยอท์ช ครับ พัทยา ท่าจอดเรือยอชต์ใหญ่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งปีที่ผ่านมาได้ลงทุนไปอีก 100 ล้านบาท แต่ละปีจะสร้างรายได้ 200 ล้านบาท เติบโตประมาณ 7-8%, ธุรกิจโรงแรมโอเชี่ยน มารีน่า โรงแรมเมอเวนพิค อัสสรา รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหิน สร้างรายได้รวม 200-210 ล้านบาทต่อปี, ธุรกิจอาคารสำนักงาน 100 ล้านบาทต่อปี ซึ่งกลุ่มธุรกิจเพื่อรายได้เฉลี่ยเติบโตปีละ 10-15%

          สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัทมีที่ดินรอการพัฒนา(แลนด์แบงก์)ทั้งของบริษัทและในเครือข่ายธุรกิจของไทยสมุทร เช่น ที่ดินทำเลปึกเตียน จ.เพชรบุรี ประมาณ 1,500 ไร่ ที่ดินในกรุงเทพฯในทำเลศักยภาพ เช่น ย่านพระราม 3 ข้างๆ โรงแรมมณเฑียร ราว 5 ไร่ และย่านราษฎร์บูรณะ 20 ไร่ ซึ่งมีความเป็นไปได้ในการนำมาพัฒนาโครงการ โดยจะพิจารณาจากสภาพตลาดและจังหวะที่เหมาะสม รวมทั้งได้ซื้อที่ดินใหม่ในจังหวัดที่บริษัทได้เข้าไปลงทุน เช่น จ.ขอนแก่น และภูเก็ต เป็นต้น

          ขณะที่ในพัทยาบริษัทมีที่ดินทั้งหมด 120 ไร่ ใช้ที่ดินพัฒนาโครงการ โอเชี่ยน พอร์โตฟีโน่ คอนโดมิเนียม จอมเทียน ไปไม่ถึง 5 ไร่ และเป็นส่วนของท่าจอดเรือยอชต์ จึงมีที่ดินรอการในอนาคตมีแผนพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมแนวสูง 40 ชั้น พื้นที่ 30,000 ตารางเมตร(ตร.ม.)  ราคาขายเฉลี่ยย่านนั้น 100,000 บาทต่อตร.ม. คาดมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ทั้งนี้ กำลังรอการลงทุนจากโครงการขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน เฟสต่อเนื่องในสนามบินอู่ตะเภา และยังมีโครงการก่อสร้างทางด่วนมอเตอร์เวย์สาย 7 (กรุงเทพฯ-ระยอง) ที่มีทางออกของทางด่วนอยู่ใกล้ๆ โครงการที่พัทยา

          ในด้านแผนงานปี 62 จะเปิดโครงการในตลาดต่างจังหวัด 2 โครงการ มูลค่ารวม 1,100 ล้านบาท ได้แก่ โครงการโอเชี่ยน ทาวน์ เมือง-รัษฎา ภูเก็ต บนเนื้อที่ 20 ไร่ รูปแบบทาวน์โฮม 2  ชั้น 171 ยูนิต ราคาขายเริ่มต้น 2.69 ล้านบาท และอาคาพาณิชย์ 3 ชั้น 16 ยูนิต ราคาขายเริ่มต้น 4.9 ล้านบาท รวมทั้งหมด 187 ยูนิต มูลค่าโครงการ 700 ล้านบาท  ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 40 ยูนิต ทั้งนี้ ทางโครงการเตรียมเปิดพรีเซลในเดือน พ.ค. และจะเริ่มทยอยโอนได้ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้

          ส่วนอีกโครงการคือ โอเชี่ยน แกรนด์ เรสซิเดนซ์ มิตรภาพ จังหวัดขอนแก่น เป็นโครงการคอนโดมิเนียมในเฟสที่ 2 รูปแบบโลว์ไรส์  สูง 8 ชั้น  มูลค่า 400 ล้านบาท อยู่ระหว่างรอผลอีไอเอ โครงการตั้งอยู่บนเนื้อที่ 1.5 ไร่  จำนวน 240 ยูนิต  ขนาดพื้นที่ 22 - 30 ตร.ม. ราคาขาย เริ่มต้น 58,000 บาทต่อตร.ม.  หรือราคา 1.5-1.6  ล้านบาท กำหนดเปิดขายไตรมาส 3 ปีนี้ ส่วนอาคารแรกปิดการขายแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดเริ่มทยอยโอนได้เดือนมี.ค.นี้ อย่างไรก็ดีบริษัทยังมีที่ดินที่จะพัฒนาได้อีก 6 อาคารจากพื้นที่ทั้งหมด 40 ไร่

          "พฤติกรรมลูกค้าตลาดต่างจังหวัดนิยมซื้อห้องขนาดเล็ก  ราคาเฉลี่ย 1.5-1.6 ล้านบาท หรือราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท มีดีมานด์สูงผลตอบรับดีสะท้อนจากโครงการแรกขายได้ 150-160 ยูนิต ช่วงเปิดตัว 3 เดือนแรก ซื้ออยู่จริงสูงถึง 50-60% มีปล่อยเช่าบ้างประมาณ 10-20% เก็งกำไรเพียง 1-2% ทั้งนี้ พบว่าลูกค้ามีความเชื่อมั่นในโครงการ และคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนการลงทุนที่ดี ทั้งส่วนเพิ่มของราคาอสังหาฯ และการปล่อยเช่าเฉลี่ย 5-6% ต่อปี"

          ด้านรายได้ปีนี้ บริษัทตั้งเป้าที่ 1,200 ล้านบาท มาจากรายได้จากอสังหาฯเพื่อขาย 700 ล้านบาทมาจากโครงการที่ขอนแก่น 370 ล้านบาท โครงการที่ภูเก็ตรายได้จากการโอน 120 ล้านบาท และการขายสต๊อกโครงการคอนโดฯที่พัทยาประมาณ 200 ล้านบาท และรวมรายได้การให้เช่า 500 ล้านบาท ส่วนในปี 2563  รายได้เพิ่มเป็น 1,500  ล้านบาท เป็นรายได้อสังหาฯเพื่อขาย  1,000 ล้านบาท และรายได้เพื่อเช่า 500 ล้านบาท

          เตรียมพร้อมรับมือภาษีที่ดินปี 63

          นายณพงศ์ กล่าวให้ความเห็นต่อผลของการบังคับใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะเริ่มในปี 2563 ว่า ทางเราเฝ้าติดตามและกำลังให้ทีมงานศึกษาอยู่ว่าจะปรับอย่างไร เนื่องจากมีพอร์ตที่ดินในมือประมาณ 1,000-1,400 ไร่ ซึ่งแนวทางที่เหมาะสมหากเป็นที่ดินในต่างจังหวัดจะให้มีการทำเกษตรกรรม
 
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ