Loading

รับเหมาก่อสร้างโตต่อ หวังอานิสงส์งานภาครัฐ

วันที่ : 27 มีนาคม 2562
ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุตสาหกรรมก่อสร้างถือเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการผลักดันให้เศรษฐกิจประเทศเติบโต ที่ผ่านมาจึงได้เห็นโครงการก่อสร้างภาครัฐ โดยเฉพาะเมกะโปรเจกต์ออกมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่งานก่อสร้างภาคเอกชนก็ขยายตัวสอดรับกับงานภาครัฐ
          โชคชัย สีนิลแท้

          งานรัฐดันอสังหาโตต่อ

          รับเหมาก่อสร้างปี 2562 ยังมีงาน ใหม่ต่อเนื่อง ชี้ไตรมาสแรกมีมูลค่างานรอประกาศผลการประมูลกว่า 8.1 หมื่นล้านบาท

          ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุตสาหกรรมก่อสร้างถือเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการผลักดันให้เศรษฐกิจประเทศเติบโต ที่ผ่านมาจึงได้เห็นโครงการก่อสร้างภาครัฐ โดยเฉพาะเมกะโปรเจกต์ออกมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่งานก่อสร้างภาคเอกชนก็ขยายตัวสอดรับกับงานภาครัฐ

          ปสันน สวัสดิ์บุรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ กล่าวว่า ภาพรวมของงานก่อสร้างภาครัฐในปี 2562 นั้นยังมีงานใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเฉพาะไตรมาสแรกปีนี้มีมูลค่างานรอประกาศผลการประมูลกว่า 8.1 หมื่นล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นงานก่อสร้างภาครัฐ 82% งานก่อสร้างซับคอนแทรกต์จากงานราชการ 15% และงานภาคเอกชน 3% งานก่อสร้างในปีนี้ยังคงออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการในพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ประกอบด้วยรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน และการก่อสร้างท่าเรือ โครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย การก่อสร้างถนน ปัจจุบันบริษัทมีแบ็กล็อกงานรับเหมาก่อสร้างมูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท คาดว่าทั้งปีนี้จะขยับขึ้นเป็น 1.8 หมื่นล้านบาท โดยในช่วงต้นไตรมาสแรกของปีนี้มีงานที่ประมูลได้เพิ่มอีก 1,949 ล้านบาท

          ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบริษัทได้กระจายการลงทุนทางธุรกิจออกเป็น 5 ขาธุรกิจ เพื่อเป็นการกันความผันผวนที่ได้แก่ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่เป็นธุรกิจหลัก รองลงมาเป็นธุรกิจแผ่นพรีแฟบ ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจร้านอาหารและอาหารสำเร็จรูป ธุรกิจบำบัดน้ำเสีย

          "บริษัทตั้งเป้ารักษาสัดส่วน รายได้ไว้ที่ 80% จากปีที่ผ่านมามีรายได้จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างกว่า 8,000 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะเติบโต 30-40% เป็นกว่า 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่ธุรกิจที่เติบโตสูงสุดเป็นธุรกิจผลิตแผ่นพรีแฟบ เนื่องจากมียอดสั่งซื้อสูงในช่วงต้นปี จะเติบโตเป็น 2,000 ล้านบาท จากปีก่อนมีรายได้เพียง 300 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปีที่ผ่านมามีรายได้ 800 ล้านบาท และตั้งเป้าว่าปีนี้จะมีรายได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาประมาณ 800 ล้านบาท" ปสันน กล่าว

          ธีรพัฒน์ จิรพิพัฒน์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท เชียงใหม่ริมดอย กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปีนี้จะทำสถิติสูงสุดใหม่เติบโตแตะ 1,600 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 1,270 ล้านบาท จากทยอยรับรู้รายได้งานในมือ ที่ปัจจุบันมีอยู่ 1,400-1,500 ล้านบาท คาดว่าในปีนี้จะรับรู้รายได้ราว 1,300 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะรับรู้ในปีถัดๆ ไป

          ขณะเดียวกัน เตรียมเข้าประมูลงานใหม่เพิ่มมูลค่ารวมประมาณ 2,000 ล้านบาท แบ่งเป็น งานภาครัฐ 30% และภาคเอกชน 70% ซึ่งมีทั้งงานโรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ส่วนงานภาครัฐยังคงเป็นงานสนามกีฬา โครงการบำบัดน้ำเสีย และอาคารเรียน เป็นต้น

          ทั้งนี้ บริษัทจะขยายพื้นที่เข้าไปประมูลงานในภาคใต้ จากเดิมที่มุ่งเน้นประมูลงานในพื้นที่ภาคเหนือเป็นหลัก โดยปีนี้คาดว่าสัดส่วนงานภาคใต้จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 40% เน้นประมูลงานราชการเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม มองงานประมูลภายหลังการเลือกตั้ง ยังต้องจับตาดูทิศทางการเปิดประมูลงานว่าจะเป็นไปในทิศทางใด แต่เชื่อว่าบริษัทน่าจะได้รับอานิสงส์บ้าง

          "ปีนี้เราตั้งเป้ารายได้เติบโตทำสถิติสูงสุดใหม่ จากเราได้มีการขยายการรับงานไปยังภาคใต้เพิ่มขึ้น ซึ่งในปีนี้จะเข้าประมูลงานเพิ่มอีกมูลค่าราว 1,000 ล้านบาท และยังมีการเข้าประมูลงานในภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง" ธีรพัฒน์ กล่าว

          พร้อมกันนี้ บริษัทวางงบลงทุนปกติไว้ที่ 10-20 ล้านบาท เพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่มาทดแทนเครื่องจักรที่ครบกำหนดอายุการใช้งาน

          ขณะที่ข้อมูลจากศูนย์วิจัยธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC) ระบุว่า ในปี 2562 มูลค่าการก่อสร้างรวมของไทยมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นราว 6.5% เป็น 1.38 ล้านล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับตัวขึ้นของปริมาณและมูลค่าโครงการก่อสร้างทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งการก่อสร้างภาครัฐคาดเติบโตราว 9% เป็นมูลค่าราว 8.15 แสนล้านบาท

          ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการก่อสร้างโครงการโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก และการก่อสร้างภาคเอกชน คาดเติบโตราว 3.5% เป็นมูลค่าราว 5.6 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการก่อสร้างคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้าและโครงการอาคารพาณิชยกรรม ประเภทสำนักงานและมิกซ์ยูสเป็นหลัก

          สำหรับรายได้ของผู้ประกอบการทั้งผู้รับเหมางานภาครัฐและผู้รับเหมางานภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวขึ้นในช่วงปี 2562-2563 ตามการเติบโตของภาคการก่อสร้างไทย โดยแบ่งผู้ประกอบการออกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่มผู้รับเหมาขนาดใหญ่ที่รับงานได้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน คาดว่ารายได้จากการก่อสร้างของผู้ประกอบการในกลุ่มนี้มีแนวโน้มขยายตัวได้ 8% ต่อปี

          2.กลุ่มผู้รับเหมาที่เน้นงานภาครัฐ เติบโตปีละ 10% เนื่องจากงานใหม่ออกมาค่อนข้างมาก 3.กลุ่มผู้รับเหมาที่เน้นงานก่อสร้างภาคเอกชน คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตของรายได้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ราว 2-3% จะเห็นได้ว่าในช่วงนี้อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยทั้งระบบมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
 
ข่าววัสดุก่อสร้าง-เฟอร์นิเจอร์ อื่นๆ