Loading

พรินซิเพิลแนะลงทุนรีทอสังหาฯ พร็อพเพอร์ตี้ อินคัมเพิ่มทุนแตะ3หมื่นล้าน

วันที่ : 3 กรกฎาคม 2562
นายจุมพล สายมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด ("บลจ.พรินซิเพิล") เปิดเผยว่า บลจ.พรินซิเพิล ประเมินทิศทางการลงทุนช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ยัง มีความไม่แน่นอนจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ผันผวน
          นายจุมพล สายมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด ("บลจ.พรินซิเพิล") เปิดเผยว่า บลจ.พรินซิเพิล ประเมินทิศทางการลงทุนช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ยัง มีความไม่แน่นอนจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ผันผวน โดยมีปัจจัยมาจากผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FOMC ครั้งล่าสุด ที่แม้ว่ามีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามคาดการณ์ที่ระดับ 2.25-2.50% ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 1 อย่างไรก็ตาม ทางคณะกรรมการ FOMC ได้ให้ความสำคัญกับปัจจัยเสี่ยงที่เกิดจากความไม่แน่นอนทางภาคเศรษฐกิจและภาคการเงิน โดยประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานธนาคารกลางสหรัฐฯของเซนต์หลุยส์ แสดงมุมมองต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ที่เหมาะสมว่าควรอยู่ในระดับต่ำกว่าปัจจุบัน 0.25% จึงเพิ่มความเป็นไปได้ต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ในอนาคต

          ส่วนประเด็นความขัดแย้งจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามต่อ ภายหลังการพบกันของสองผู้นำ 'นายโดนัล ทรัมป์' ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ'นายสีจิ้น ผิง' ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการประชุม G20 ที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 28-29 มิถุนายนา 2562 ออกมาดีตามคาด โดยทั้งสองฝ่ายยอมกลับเข้า มาสู่ขั้นกระบวนการเจรจาการค้าครั้งที่ 12 อีกครั้ง ภายหลังที่ยุติการเจรจาไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยระหว่างการเจรจาครั้งนี้ สหรัฐฯ ยังคงใช้วงเงินภาษีเดิมที่ระดับ 25% บนวงเงิน 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐสหรัฐฯ ผ่อนปรนกฎให้บริษัทในสหรัฐฯสามารถกลับมาทำธุรกิจกับ Huawei จีนกลับ มานำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ และจีนแถลงเปิดประเทศมากขึ้นโดยจะอนุญาตให้บริษัทในสหรัฐฯ และนานาชาติสามารถถือครองหุ้นส่วนใหญ่ในประเทศ ทำให้เรามีมุมมองเชิงบวกต่อภาพรวมและผลลัพธ์การประชุมครั้งนี้ แต่ยังคงต้องติดตามผลการเจรจารอบใหม่ว่าจะทำได้จริงหรือไม่

          ด้วยปัจจัยดังกล่าว ประเมินว่าจะส่งผลดีต่อการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีลักษณะเป็น Yield Play Assets หรือ สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนจากการจ่ายเงินปันผล ซึ่งรวมถึงสินทรัพย์ในกลุ่มกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) และกองรีทส์ (REITs) โดยภาพรวมอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกที่อยู่ในระดับต่ำเป็นปัจจัยดึงดูดกลุ่มนักลงทุนหลายกลุ่มที่มุ่งแสวงหาผลตอบแทน (Search for Yield) เข้าลงทุนใน Property Fund และ REITs ที่จ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดแก่นักลงทุนในอัตราเงินปันผลเฉลี่ย ในปัจจุบัน 4.6%-5.4% ต่อปี เพื่อช่วยลดผล กระทบเชิงลบในช่วงที่ตลาดลงทุนเกิดความผันผวน

          ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. พรินซิเพิล กล่าวว่า จากมุมมองดังกล่าวจึงแนะนำทยอยลงทุนในกองทุนเปิดพรินซิเพิล พร็อพเพอร์ตี้ อินคัม หรือ Principal Property Income Fund (PRINCIPAL iPROP) ในสัดส่วน 10-20% ของพอร์ตลงทุนรวม เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนในภาวะที่ตลาดการเงินโลกยังไม่ชัดเจน โดย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา กองทุนเปิดพรินซิเพิล พร็อพเพอร์ตี้ อินคัม (PRINCIPAL iPROP) ได้รับอนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 3 หมื่นล้านบาท จากเดิม 1.5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากกองทุนมีขนาดเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเพื่อรองรับนักลงทุนสามารถเข้าซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มเติม

          ทั้งนี้ กองทุน PRINCIPAL iPROP มีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์หรือตราสารหมวดอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้กลยุทธ์คัดเลือกสินทรัพย์รายตัวในลักษณะ Bottom-up โดยเฉพาะกลุ่มที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีเครือข่ายผู้จัดการกองทุนของ บลจ. พรินซิเพิล เน้นการศึกษาเชิงลึกเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพดี มีสภาพคล่องเพียงพอ และยังคงซื้อขายในราคาที่เหมาะสม

          ขณะที่ผลการดำเนินงานกองทุนฯ สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีมาโดยตลอด เฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปีนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนฯ และมีประวัติจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่องทุกไตรมาสนับตั้งแต่ไตรมาส 2/2555 จน ถึงปัจจุบัน โดยจ่ายเงินปันผลแล้วทั้งสิ้น 29 ครั้ง รวม 5.66 บาทต่อหน่วย โดยในครั้งนี้กองทุนได้ประกาศจ่ายเงินปันผลกองทุน PRINCIPAL iPROP-D ชนิดจ่ายเงินปันผล และรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติสำหรับกองทุน PRINCIPAL iPROP-R ชนิดขายคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ ในอัตราหน่วยละ 0.25 บาท (สำหรับงวดบัญชี 31 พฤษภาคม 2562) แก่ผู้ที่ถือหน่วยลงทุนกองทุนดังกล่าว ก่อนวันที่ 28 มิถุนายน 2562
 
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ
15 ตุลาคม 2562
ตลาดบ้านพักตากอากาศฟื้น ซีบีอาร์อี พบต่างชาติแห่ซื้อสูงถึง40%
นางสาวประกายเพชร มีชูสาร ผู้อำนวยการแผนกซื้อขายบ้านพักตากอากาศ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการสำรวจตลาดบ้านพัก ตากอากาศโดยซีบีอาร์อี บริษัท ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ พบว่า ตลาดบ้านพักตากอากาศเริ่มกลับมาได้รับความนิยมจากนักลงทุนอีกครั้ง โครงการบ้านพักตากอากาศชั้นนำหลายแห่งมียอดขายเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความต้องการโครงการระดับคุณภาพที่สะสมมานานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดที่พักอาศัยที่มีราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท จะมีสัดส่วนผู้ซื้อเป็นชาวต่างชาติสูงถึงกว่า 40%