Loading

บีโอไอปี 60 สู่สมดุลประเทศ

วันที่ : 27 ธันวาคม 2559
บีโอไอปี 60 สู่สมดุลประเทศ

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้แนวทางสำหรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2560 ว่าต้องดูแลให้เกิดความสมดุลระหว่างการลงทุนภายในประเทศ และการลงทุนจากภายนอกประเทศ ดังนั้นการทำงานของบีโอไอก็ต้องพยายามขับเคลื่อนการลงทุน เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่สมดุลดังกล่าว

ทั้งนี้ ในปีหน้าจะเปลี่ยนแปลงแนวทางส่งเสริมการลงทุนครั้งใหญ่ ให้ครอบคลุม 5 มิติสำคัญ ไม่เฉพาะด้านอุตสาหกรรม ประกอบด้วย 1.การลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ บีโอไอต้องตอบโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้ดึงดูดนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆเข้ามา 2.ด้านเอสเอ็มอี ทำอย่างไรให้เกิดเอสเอ็มอีภาคเกษตร 3.การลงทุนในกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ 4.การลงทุนด้านเทคโนโลยี 5.การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้า ขนส่งระบบราง เขตเศรษฐกิจพิเศษ การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล รวมทั้งยังจะมีกฎหมาย 4 ฉบับ ที่มาช่วยขับเคลื่อนการลงทุน ประกอบด้วยพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ ที่ให้สิทธิพิเศษส่งเสริมการลงทุนสูงสุดถึง 13 ปี ที่ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว คาดว่ามีผลบังคับใช้ต้นปีหน้า ฯลฯ

 ท่านนายกรัฐมนตรีและรองนายกฯ (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ให้ทิศทางบีโอไอปีหน้าว่าบีโอไอต้องโฟกัสเจาะตลาดเป็นรายประเทศ ซึ่งจะไปดูว่าแต่ละประเทศมีอุตสาหกรรมอะไรที่ตอบโจทย์ประเทศไทย 4.0 ได้บ้างโดยเฉพาะในอีอีซี ก็จะไปชักจูงให้มาลงทุน เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า ยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุน 11 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 500,000 ล้านบาท คาดว่าทั้งปีจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 550,000 ล้านบาท และบอร์ดบีโอไอได้เห็นชอบให้ส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติมอีก 6 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 24,463 ล้านบาท อาทิ นาย Xiaoxu Wang ได้รับการส่งเสริมกิจการผลิตลวดเหล็ก เงินลงทุน 5,130 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นหลักคือบริษัท Jiangsu Xingda Steel Cord ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของจีน และเป็นการลงทุนในต่างประเทศครั้งแรก เพื่อขยายฐานการผลิตในเอเชียและผลิตลวดเหล็กเพื่อป้อนให้กับบริษัทผู้ผลิตยางล้อรถยนต์ ซึ่งเข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้วหลายโครงการ.

"สุวิทย์" เล็งนำบีโอไอบุก 5 ประเทศ เปิดเกมรุก ดึงลงทุน "อีอีซี" เร่งขับเคลื่อนอุตฯเป้าหมายลงทุนไทยในปี 2560 ชี้เตรียมความพร้อมทั้งกฎหมาย สิทธิประโยชน์ วาง 5 แนวทางยกเครื่อง ส่งเสริมการลงทุนไทย หวังเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 คงเป้าส่งเสริมการลงทุนปีหน้า 6 แสนล้าน

ปีหน้าเป็นปีที่รัฐกำหนดให้เป็น"ปีแห่งการลงทุน"นอกจากการขับเคลื่อนผ่านการลงทุนโครงการภาครัฐ (เมกะโปรเจค) ต่อเนื่องไปยังการลงทุนของภาคเอกชนไทยแล้ว ยังมองไปถึงการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ผ่านกลไกส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุม คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานวานนี้ (26 ธ.ค.) ว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะกำกับดูแลบีโอไอว่าในปี 2560 บีโอไอปีจะต้องเน้นการเจาะตลาดเป็น "รายประเทศ"ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ นักวิจัยและสถาบันศึกษาที่มีชื่อเสียงและมีศักยภาพมาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อตอบโจทย์ประเทศไทย 4.0 โดยเฉพาะการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

ดึง5ประเทศเป้าหมายลงทุนอีอีซี

ทั้งนี้บีโอไอได้วางแผนที่จะทำงานใน เชิงรุกเพื่อชักชวนนักลงทุนใน 5 ประเทศที่มีความรู้และเป็นเจ้าของเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะช่วยยกระดับภาคอุตสาหกรรมของไทยในอนาคตจำนวน 5 ประเทศซึ่งแต่ละประเทศมีจุดแข็งในอุตสาหกรรมด้านต่างๆประกอบไปด้วย

1.ประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีฐานการผลิตขนาดใหญ่อยู่ในไทยอยู่แล้วสามารถที่จะลงทุนเพิ่มในพื้นที่อีอีซีได้ 2.ประเทศจีน ซึ่งมีอุตสาหกรรมไฮเทคสำหรับอนาคตจำนวนมาก และมีแผนที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ๆในปี 2025

3.ประเทศไต้หวัน ซึ่งมีการลงทุนในประเทศไทยในส่วนของอุตสาหกรรม 3.0 อยู่แล้ว โดยเอสเอ็มอีของไต้หวันสามารถที่จะลงทุนเพิ่มเติมในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น 4.ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีเทคโนโลยีระดับสูงในส่วนของอุตสาหกรรมการบิน และอุตสาหกรรมพลังงาน และ5.ประเทศเยอรมัน ที่มีเทคโนโลยีระดับสูงจำนวนมาก

เจรจา"เฉพาะเจาะจง"ดูดลงทุน

"ประเทศที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ เราจะไปเจรจาเพื่อดึงมาลงทุนในอีอีซีโดยการเจรจาเฉพาะเจาะจงกับบริษัทหรือสถานศึกษาที่มีความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมในสาขานั้นๆ เพื่อผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งในปีหน้าประเทศไทยถือว่ามีความพร้อมทั้งในเรื่องกลไกการส่งเสริมการลงทุนกองทุนส่งเสริมการลงทุน และกฎหมาย ซึ่งการชักชวนให้บริษัทเทคโนโลยีระดับสูงเข้ามาลงทุนจะเน้นในพื้นที่อีอีซีซึ่งมีศักยภาพรองรับ"นายสุวิทย์กล่าว

สร้างสมดุล"ใน-นอก"ประเทศ

นายสุวิทย์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรียังได้ให้แนวทางสำหรับการส่งเสริมการลงทุน ในปี 2560 ว่าให้บีโอไอขับเคลื่อนการลงทุนให้เกิดความสมดุลระหว่างการลงทุนภายในประเทศและการลงทุนจากภายนอกประเทศทั้งนี้ในปีหน้า จะเปลี่ยนแปลงแนวทางส่งเสริมการลงทุนครั้งใหญ่ ครอบคลุม 5 มิติสำคัญที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมอย่างเดียวประกอบด้วย

1.การลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ โดย บีโอไอต้องตอบโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้ดึงดูดนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆเข้ามา 2.ด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)โดยจะต้องดูว่าจะทำอย่างไรให้เกิดเอสเอ็มอีภาคเกษตร หรือ สมาร์ทฟาร์มเมอร์ 2.การลงทุนในกลุ่ม10 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New-S Curve) 4.การลงทุนด้านเทคโนโลยี และ5.การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้า ขนส่งระบบราง เขตเศรษฐกิจพิเศษ อีอีซี รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล

คลอดก.ม.4ฉบับเคลื่อนลงทุน

ขณะเดียวกันในปี 2560จะมีกฎหมาย 4 ฉบับที่จะมาช่วยขับเคลื่อนการลงทุนซึ่งเริ่มทยอยออกมาบ้างแล้ว ประกอบด้วยพ.ร.บ. ส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ ที่จะให้สิทธิพิเศษส่งเสริมการลงทุนสูงสุดถึง 13 ปี ขณะนี้ กฎหมายผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)แล้วคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ช่วง ต้นปีหน้าขณะที่พ.ร.บ.ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ที่จะมีเครื่องมือพิเศษช่วยส่งเสริมการลงทุนโดยเฉพาะกองทุนส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันวงเงิน 10,000 ล้านบาท ซึ่งผ่านสนช.แล้วเช่นกันส่วนพ.ร.บ.ว่าด้วย การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซีและพ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษ อยู่ในพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ตั้งเป้าขอรับส่งเสริมฯ6แสนล.ปี60

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า ยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุน 11 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ย.)ของปีนี้อยู่ที่ประมาณ 5 แสนล้านบาท และคาดว่าทั้งปีจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 5.5 แสนล้านบาท โดยในปี 2560 ตั้งเป้าหมายว่าจะมีการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนประมาณ 6 แสนล้านบาท ส่วนตัวเลขการลงทุนจริง ในปี 2559 อยู่ที่ประมาณ 5 แสนล้านบาท

ขณะเดียวกันที่ประชุมบอร์ดบีโอไอ เห็นชอบส่งเสริมการลงทุน รวมมูลค่าเงินลงทุน 24,463 ล้านบาทประกอบด้วย 1.Mr.Xiaoxu Wang ได้รับการส่งเสริมกิจการผลิตลวดเหล็กเงินลงทุน 5,130 ล้านบาท  มีผู้ถือหุ้นหลัก คือบริษัท Jiangsu Xingda Steel Cord ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของจีนและถือเป็นการลงทุนในต่างประเทศครั้งแรกเพื่อขยายฐานการผลิตในเอเชียและผลิตลวดเหล็กเพื่อป้อนให้กับบริษัทผู้ผลิตยางล้อรถยนต์ซึ่งเข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้วหลายโครงการ

2.บริษัท กรุงเทพ ซินธิติกส์ จำกัดได้รับส่งเสริมกิจการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเงินลงทุน 6,855 ล้านบาท 3.บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) ได้รับการส่งเสริมกิจการขนถ่ายสินค้าสำหรับเรือเดินทะเลวงเงินลงทุน 2,004 ล้านบาท

4.บริษัท สายการบินนกสกู๊ต จำกัด ได้รับการส่งเสริมกิจการขนส่งทางอากาศ 2 โครงการ โดยเป็นการขนส่งผู้โดยสารและพัสดุภัณฑ์และไปรษณีย์เส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศโดยทั้ง 2 โครงการจะใช้เครื่องบินแบบโบอิ้ง 777-200 รวม 7ลำ เงินลงทุนรวม 8,760 ล้านบาท และ5.บริษัท เหมราช สระบุรี ที่ดินอุตสาหกรรม จำกัดได้รับการส่งเสริมกิจการเขตอุตสาหกรรมเงินลงทุน 1,714 ล้านบาท

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

 

 

 

ข่าวเขตเศรษฐกิจพิเศษ อื่นๆ