Loading

จ่อเลื่อนใช้ก.ม.ภาษีที่ดินปี61

วันที่ : 23 พฤศจิกายน 2559
จ่อเลื่อนใช้ก.ม.ภาษีที่ดินปี61

"อภิศักดิ์"เผยการบังคับใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอาจต้องเลื่อนไปปี 2561 เหตุ ร่างกฎหมายยังอยู่ในการพิจารณาชั้นคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ยังเห็นต่างในรายละเอียดกับกระทรวงการคลัง และยังต้องมีขั้นตอนพิจารณาอีก 3 วาระในชั้น สนช.

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ร่างกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่กระทรวงการคลังและรัฐบาลกำลังผลักดันให้มีผลบังคับใช้ อาจมีความล่าช้าจากกำหนดเดิมที่ต้องการเห็นร่างกฎหมาย ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนม.ค.2560

ขณะนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่าง การพิจารณาในชั้นคณะกรรมการกฤษฎีกา และเมื่อกฤษฎีกาพิจารณารายละเอียดของร่างกฎหมายแล้ว ก็จะต้องนำเข้าสู่ชั้นการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ซึ่งก็ต้องใช้เวลาพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการอีกระยะหนึ่ง

อย่างไรก็ดี แม้ว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ที่ล่าช้าออกไป แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับการเข้าจัดเก็บภาษีที่ดิน เพราะกฎหมายเดิมก็ยังมีผลบังคับใช้อยู่ โดยหากจะมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่ปี 2561 ก็ถือว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะกฎหมายฉบับนี้ มีการพิจารณามาหลายรัฐบาลแล้ว แต่ไม่สามารถนำมาบังคับใช้ได้ โดยบางรัฐบาลกฎหมายก็ตกตั้งแต่ชั้นคณะรัฐมนตรี(ครม.) บางรัฐบาลเมื่อผ่านคณะรัฐมนตรีก็ไม่ผ่านใน ชั้นสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจาก มีการยุบสภาฯบ้าง ก็ถือว่า เป็นกฎหมายอาถรรพ์

"กฎหมายภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้างนั้น เราตั้งใจจะให้แล้วเสร็จในเดือนม.ค.2560 แต่ขณะนี้ เรื่องยังอยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะยังมีบางข้อความหรือบาง หลักการไม่ตรงกัน แต่หากกฎหมายไม่ทันใช้ปี 2560 ก็ไม่เป็นไร ก็ใช้ ในปี 2561 ก็ยังดี กฎหมายจะเริ่มเมื่อไหร่ ไม่มีปัญหา แต่ขอให้ได้เริ่ม จริงๆ เพราะกฎหมายฉบับนี้ ใช้ระยะเวลานานกว่า 20 ปีแล้ว และ ก็เป็นแบบนี้ตลอด"

ทั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาและกระทรวงการคลังยังมี ความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องของ รายละเอียด อาทิ เราเขียนในกฎหมายที่แยกหัวข้อที่ดินในการจัดเก็บภาษี โดยแยกที่ดินที่ไม่ใช้ประโยชน์ออกจากที่อยู่อาศัยปกติ ที่ดินเพื่อการพาณิชย์ แต่คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า ไม่ควรแยก แต่ให้ไปรวมในที่ดินที่เป็นที่อยู่อาศัยหรือที่ดินเพื่อการพาณิชย์ และให้ไปเก็บภาษีกรณีที่ไม่นำที่ดินไปใช้ประโยชน์

ขณะที่ กระทรวงการคลังชี้แจงและยืนหลักการที่ว่า เราต้องการแยกที่ดินที่ไม่ใช้ประโยชน์ออกจากที่ดินทั่วไป เพราะเรามี จุดประสงค์ต่างกัน โดยเราต้องการให้ที่ดินที่ไม่ใช้ประโยชน์นั้น นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เราไม่ได้บอกว่า เราต้องการเก็บภาษีที่ดินว่างเปล่า แต่เราต้องการให้นำที่ดินว่างเปล่านั้น มาใช้ประโยชน์ "เราบอกจุดประสงค์ไม่เหมือน เราต้องการให้อะไรที่ไม่ใช้ประโยชน์ ให้นำมาใช้ประโยชน์ เราไม่ได้บอกว่า เราอยากเก็บภาษีที่เปล่า แต่ เราบอกว่า ที่เปล่าทิ้งไว้ เป็นทรัพยากรของประเทศ ควรนำมาใช้ประโยชน์ ไม่ได้เจตนาเก็บภาษีเยอะ แต่อยาก ให้เขานำมาใช้ อย่างไรก็ตาม ผล สุดท้ายก็เหมือนกัน ซึ่งก็คือ การเก็บภาษี แต่เราอยากให้แยกให้ชัดเจน" สำหรับแนวคิดของกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับนี้ คือ ต้องการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยที่ออกแบบกฎหมายให้ส่งผลกระทบที่น้อยมากต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดย 99 % ของที่อยู่อาศัยหลังแรก และที่ดินเพื่อการเกษตร ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 50 ล้านบาทลงมาได้รับการยกเว้นภาษี

ขณะที่ อาคารและที่ดินเชิงพาณิชย์ และอุตสาหกรรม ที่ต้องจ่าย ภาษี ตั้งแต่บาทแรกของมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะจ่ายภาระภาษีในระดับเดิม ของระบบกฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ที่ประกาศใช้อยู่ในปัจจุบัน เพราะเมื่อเปรียบเทียบภาระภาษีใหม่  สำหรับที่ดินและอาคารเพื่อเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ที่กำหนดจัดเก็บในอัตรา 0.3 % กับอัตราภาษีโรงเรือนและที่ดินในปัจจุบันที่เก็บในอัตรา 12.5% ของค่าเช่ารายปีแล้ว จะมีภาระภาษี ใกล้เคียงกัน

ทั้งนี้ ตามร่างกฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ได้กำหนด อัตราภาษี สำหรับที่ดินและ สิ่งปลูกสร้างไว้ 4 ประเภท คือ 1.ที่ดินเกษตรกรรม อัตราตามเพดาน ที่ 0.2% 2.ที่ดินและที่อยู่อาศัย หลังแรก เพดาน 0.5% แต่ทั้งเกษตรกรรมและที่อยู่อาศัย จะกำหนดอัตราภาษีจริงเท่ากัน

โดยยกเว้นภาษีให้สำหรับ มูลค่าบ้านและที่ดิน ที่มีมูลค่า ตั้งแต่ 50 ล้านบาทลงมา และบ้าน หรือที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่มีมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท ถึง 100 ล้านบาท เสียในอัตรา 0.05 % , มากกว่า 100 ล้านบาทขึ้นไป เสียในอัตรา 0.10%

ส่วนบ้านหลังที่สอง เก็บภาษีตั้งแต่บาทแรก โดยเก็บในอัตราขั้นบันไดคือบ้านที่มีมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท เสียในอัตรา 0.03% จนถึงราคา มากกว่า 100 ล้านบาท เสียในอัตรา 0.30 %

3.ที่ดินและอาคารเพื่อ พาณิชยกรรม อัตราตามเพดาน ที่ 2 %  แต่เก็บจริง กำหนดให้มีอัตรา ตามขั้นบันใด ตั้งแต่ 0.3 % ถึง 1.5 % และ4.ที่ดินรกร้างว่างเปล่า เพดานอยู่ที่ 5 % และเก็บในอัตราขั้นบันได ตั้งแต่ 1-3%

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ