Loading

ศรีวิกรม์ลุยซื้อกิจการ

วันที่ : 26 ตุลาคม 2559
ศรีวิกรม์ลุยซื้อกิจการ

ไทปิงของศรีวิกรม์ไล่ช็อปกิจการนอกต่อเนื่อง สนยุโรป อังกฤษ อเมริกา หลังควัก 1,600 ล้าน ซื้อหุ้น 75% ในดีเอ็มเอ็ม เฟอร์ฯ จากอังกฤษ

 

นายพิมล ศรีวิกรม์ ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท อุตสาหกรรมพรมไทย ผู้ผลิตและจำหน่ายพรม แบรนด์ ไทปิง และรอยัลไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษากิจการที่มีโอกาสธุรกิจดีและน่าสนใจใน 3 ตลาดหลักๆ คือ อังกฤษ อเมริกา และยุโรป เพื่อเข้าซื้อกิจการต่อเนื่อง โดยเปิดกว้างทุกธุรกิจ ซึ่งจะพิจารณาธุรกิจที่มีอนาคตและเป็นธุรกิจที่บริษัทมีประสบการณ์และความรู้ทำได้ รวมทั้งบริษัทที่เข้าไปซื้อต้องเป็นผู้ร่วมธุรกิจที่ไปด้วยกันได้

 

"แม้ว่าการพัฒนาธุรกิจเป็นของ ตัวเองแบบนโยบาย Organic Growth แต่การซื้อกิจการต่อเนื่องของบริษัทก็เป็นการต่อยอดให้กับธุรกิจเดิมที่มีอยู่ และสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดให้องค์กร"

 

สำหรับช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กลุ่มไทปิงซื้อกิจการใหม่ๆ ในต่างประเทศมาแล้ว 3 กิจการ เริ่มด้วย กิจการ ที.ซี.เอช. ซูมิโนเอะ ของญี่ปุ่น ที่ทำธุรกิจผ้าหุ้มเบาะและพรมในรถยนต์ ซึ่งกลุ่มไทปิงเข้าถือหุ้นราว 49.9% กิจการอัลสตันส์ ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์อันดับต้นๆ จากอังกฤษ และล่าสุดเข้าซื้อหุ้น 75% ในกลุ่มดีเอ็ม มิดแลนด์ส ลิมิเต็ด หรือดีเอ็มเอ็ม ผู้ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่จากอังกฤษงบ 1,600 ล้านบาท ส่วนที่เหลือยังเป็นผู้ถือหุ้นเดิม คือ นายเดวิด ลี และนายมาร์ค สมิทธ์ สัดส่วน 12.5% เท่ากัน มีผลวันที่ 1 พ.ย.นี้

 

ทั้งนี้ การซื้อกิจการของดีเอ็มเอ็ม ซึ่งทำรายได้ปีละประมาณ 3,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับกลุ่มอัลสตันส์ ที่ทำรายได้ปีละราว 1,500 ล้านบาท จะทำให้กลุ่มไทปิง กลายเป็นบริษัทผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษ และหลังจากนี้จะร่วมกันขยายตลาดในเอเชีย เช่น จีน ฮ่องกง ตลาดแถบภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญที่กลุ่มดีเอ็มเอ็มต้องการให้ ไทปิงเข้ามาซื้อกิจการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ รวมถึงตลาดแถบตะวันออกกลางที่กลุ่มไทปิงมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งมาก ขณะที่ดีเอ็มเอ็มยังไม่เคยเข้าไปทำตลาด

 

นอกจากนี้ รูปแบบการทำตลาดในระดับโลกที่กลุ่มไทปิงเน้นเจาะตลาดโครงการ เช่น โรงแรม กาสิโน ศูนย์แสดงสินค้า ฯลฯ ยังเป็นรูปแบบการขายที่ดีเอ็มเอ็มยังไม่เคยทำมาก่อน เพราะที่ผ่านมาดีเอ็มเอ็มเน้นขายเฟอร์นิเจอร์ผ่านช่องทางค้าปลีกเป็นหลัก ส่วนหลังการควบรวมกิจการจะสามารถนำรายได้ของบริษัทใหม่เข้ามาภายในไตรมาส 4 ซึ่งจะทำให้รายได้ของบริษัทในปีนี้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2558 ที่มีรายได้ 3,200 ล้านบาท และในปี 2560 คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มอีกเท่าตัวเมื่อเทียบจากปีนี้

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

 

 

 

ข่าววัสดุก่อสร้าง-เฟอร์นิเจอร์ อื่นๆ