Loading

สอท.-หอการค้าขานรับพรบ.อีอีซี

วันที่ : 5 ตุลาคม 2559
สอท.-หอการค้าขานรับพรบ.อีอีซี

การประชุม ครม. เมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ครอบคลุมการพัฒนาพื้นที่ใน จ.ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา โดย กอบศักดิ์ ภูตระกูลผู้ช่วย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอกฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมาย เพื่อสนับสนุนการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมของอาเซียน หลังจากที่เราผลักดันได้ใน 25 ปีที่ผ่านมา ภายใต้กฎหมายการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งมีกฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมการลงทุนให้กับรัฐบาลปัจจุบันและเป็นแนวทางสำหรับรัฐบาลต่อไป รวมทั้งสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่าจะมีการผลักดันการพัฒนาและการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ประกอบไปด้วย 5 หมวด 60 มาตรา มีสาระสำคัญคือกำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยมีนายกฯ เป็นประธาน มีคณะกรรมการ 24 คน มีหน้าที่กำหนดนโยบาย อนุมัติแผนงานทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมทั้งกำหนดมาตรการที่จำเป็นในการดูแลพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก

ขณะเดียวกัน จะจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกที่เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ มีเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นผู้กำกับดูแล มีอำนาจอนุมัติกิจกรรมตามกฎหมายในพื้นที่ครอบคลุมกฎหมาย 6 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการขุดดินและถมดิน กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร กฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนเครื่องจักร กฎหมายว่าด้วยสาธารณสุข กฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์ และกฎหมายว่าด้วยโรงงาน

"ในส่วนกรอบเวลาที่กฎหมายจะออกมาบังคับใช้นั้น วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ได้ให้ความเห็นว่าจะให้คณะกรรมการกฤษฎีกาดูแลขั้นตอนการออกกฎหมายเป็นพิเศษ เพื่อเร่งรัดให้ผ่านการพิจารณาโดยเร็ว ก่อนจะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาคาดว่ากฎหมายจะผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2560 โดยนายกฯ เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาลเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องตั้งต้นให้โครงการสามารถเดินหน้าหลังรัฐบาลนี้ได้" กอบศักดิ์ กล่าว

ด้าน เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ในระยะแรก 3 จังหวัด ประกอบด้วย จ.ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากจะต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ เช่น สนามบิน การขนส่งทางราง ระบบขนส่งที่เชื่อมต่อกับสนามบิน ท่าเรือ และเตรียมความพร้อมพื้นที่ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มเติม โดยเชื่อว่าภายหลังการศึกษาและออกแบบพื้นที่ได้แล้วจะมีการลงทุนจากภาครัฐทันที หลังจากนั้นจะมีภาคเอกชนทยอยลงทุนตามอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวมีความเหมาะสมด้านการลงทุนอยู่แล้ว เนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากสนามบินมีการขนส่งสะดวกทั้งทางบก ทางราง และทางน้ำอยู่แล้ว ดังนั้นการพัฒนาจึงสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว กระตุ้นให้เกิดการลงทุนได้เร็ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ดำเนินการอยู่แล้วในพื้นที่เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการแพทย์ เป็นต้น

พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ที่ปรึกษาสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เชื่อว่าร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกจะกระตุ้นให้การลงทุนพื้นที่ขยายตัว แต่จะจูงใจภาคเอกชนมากน้อยแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับมาตรการกระตุ้นที่รัฐบาลออกให้ด้วย เช่น สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนที่ออก โดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กฎระเบียบในการเคลื่อนย้ายแรงงาน และการเคลื่อนย้ายสินค้า เป็นต้น แต่ในภาพรวมเชื่อว่าจะทำให้เกิดความน่าสนใจจากภาคเอกชนมากขึ้นแน่นอน

"ความน่าสนใจในพื้นที่อีอีซี มองเป็นสองประเด็นคือ การเคลื่อนย้ายแรงงานต้องสะดวก ค่าแรงจูงใจอยากให้ผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนและประเด็นการเคลื่อนย้ายสินค้าที่ต้องมีอัตราภาษีศุลกากรที่แข่งขันได้" พรศิลป์ กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

 

 

 

ข่าวเขตเศรษฐกิจพิเศษ อื่นๆ