Loading

การท่าเรือผนึก4พันธมิตรตั้งศูนย์ขนส่งเจาะเขตศก.

วันที่ : 19 มีนาคม 2559
การท่าเรือผนึก4พันธมิตรตั้งศูนย์ขนส่งเจาะเขตศก.

"การท่าเรือ" วางการตลาดเชิงรุก ผนึก 4 พันธมิตรตั้งศูนย์ขนส่งย่อยเจาะลูกค้าเขตเศรษฐกิจพิเศษ พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการรัฐร่วมเอกชน ถกแผนงานภายในสัปดาห์หน้า หวังรื้อโครงสร้างท่าเรือคลองเตยใหม่ เวนคืนที่ดินผู้บุกรุก 1 พันครอบครัวจัดสร้างคอนโดเปิดเช่าราคาถูกทดแทนการคืนพื้นที่ ก่อนเดินหน้าพัฒนาเชิงพาณิชย์หนุนเม็ดเงินอีกแรง ขณะที่แผนลงทุนเมกะโปรเจคแหลมฉบัง 4.7 พันล้านได้ตัวผู้รับเหมาแล้ว

การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ ตามนโยบายส่งเสริมการค้าและการลงทุน โดยที่ผ่านมารัฐได้เร่งเดินหน้านโยบายดังกล่าว ผ่านการปลดล็อกปัญหาอุปสรรคต่างๆ เพื่อจูงใจการลงทุนในพื้นที่เป้าหมาย ล่าสุดได้อำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้า ด้วยการจัดตั้งศูนย์ขนส่ง

ร.อ.สุทธินันท์ หัตถวงษ์ ผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยถึง แนวทางดำเนินงานปีนี้ว่า ปัจจุบันการท่าเรือจะมุ่งเน้นการพัฒนาบริการให้มีรูปแบบครบวงจร มากยิ่งขึ้น ผ่านการร่วมมือพันธมิตรทางธุรกิจ อาทิ ตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้า ผู้ประกอบการ ขนส่ง การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อขยายฐานลูกค้าผ่านการจัดตั้งจุดรับจัดส่งสินค้าไปยังพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ โดยไม่ต้องเข้ามา ทำธุรกรรมบริเวณจุดขนถ่ายสินค้า ขณะนี้อยู่ระหว่างการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาศึกษารูปแบบ การลงทุนที่เหมาะสม คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 6 เดือน "ลักษณะการร่วมทุนตอนนี้มีหลายรูปแบบ โดยต้องดูแนวทางการเชื่อมการขนส่ง เช่น ร.ฟ.ท.มีบริการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ก็ต้องคุยถึงความพร้อมหัวรถจักร ขบวนรถ การให้บริการและความตรงต่อเวลา ส่วนไปรษณีย์เชี่ยวชาญในการกระจายสินค้าส่งถึงประตูบ้าน ซึ่งในส่วนของการขยายการให้บริการ จะขยายตลาดไปยังผู้ประกอบการต่างๆ เช่น กลุ่มเอสเอ็มอี โรงงานอุตสาหกรรมและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ขณะที่พื้นที่นำร่องเบื้องต้นจะขยายหรือเปิดตลาดใหม่ๆ เช่น บริเวณ อ.แม่สอดจ.ตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ตามแผนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งมีศักยภาพ แต่ติดปัญหายังไม่มีเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อไปถึง รวมไปถึง จ. หนองคาย ที่ถือเป็นพื้นที่ศักยภาพสูงเช่นเดียวกัน"

ตั้งบอร์ดพัฒนาพื้นที่ท่าเรือคลองเตย

สำหรับแนวคิดการบริหารงานของการท่าเรือฯ เบื้องต้นจะจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อหารือถึงทิศทางการดำเนินงานในอนาคตที่จะตอบสนองกับความต้องการของลูกค้า ประกอบไปด้วย ตัวแทนจากภาครัฐฯ 5 คน และตัวแทนจากผู้ประกอบการขนส่งสินค้า 5 คน โดยจะเริ่มประชุมเป็นครั้งแรกช่วงสัปดาห์หน้า

ร.อ.สุทธินันท์  ยังกล่าวว่า นอกจากข้อมูลที่ได้รับจะนำไปสู่การพัฒนาบริการของการท่าเรือฯ แล้ว ยังจะเป็นข้อมูลเพื่อวางแผนพัฒนา พื้นที่เชิงพาณิชย์ของการท่าเรือฯ โดยเฉพาะพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพฯ บริเวณคลองเตย ที่ปัจจุบันมีอยู่ราว 2 พันไร่ แต่มีการใช้งาน เพียง1 ใน 3 หรือเป็นการใช้งานท่าเรือประมาณ 700 ไร่ โดยกรอบดำเนินการทั้งหมดคาดว่าในเดือน ต.ค.นี้จะชัดเจน และเริ่มกำหนดใช้ในปี 2560

โดยในปลายปี 2560 คาดว่าจะเห็นรูปแบบของโครงการพัฒนาพื้นที่ของท่าเรือกรุงเทพฯ โดยแผนงานที่จะเกิดขึ้นจำเป็นต้องเอื้อประโยชน์ทั้งการท่าเรือ รัฐและประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ เนื่องจากขณะนี้พบว่ามีพื้นที่ของการท่าเรือฯ บริเวณท่าเรือคลองเตยมีประชาชนบุกรุกเข้ามาอาศัยอยู่ในจำนวน 20 ชุมชน หรือประมาณ 1 พันครอบครัว

คาดสร้างอาคารสูงมอบปชช.คืนพื้นที่

แผนเบื้องต้นที่วางไว้จึงเตรียมพัฒนาอาคารสูงเพื่อพักอาศัยมอบให้กับประชาชนในพื้นที่คลองเตยได้ย้ายเข้ามาในอัตราค่าเช่าราคาเหมาะสม โดยจะเป็นทางออกสำหรับ การคืนพื้นที่ของการท่าเรือฯ พร้อมทั้งไม่ทำให้ ประชาชนเดือดร้อน เช่น จากเดิมเคยมีพื้นที่บุกรุกอยู่ 100 ไร่ ก็จะลดลงเหลือ 10 ไร่ ผ่านการสร้างอาคารสูงเพื่อรองรับประชาชนทดแทน

"ปัจจุบันเรามีพื้นที่ในท่าเรือกรุงเทพฯ ที่สามารถนำไปพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ราว 500 ไร่ แต่หากการท่าเรือฯสามารถจัดการบริหารพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน พร้อมทั้งเวนคืนที่ดินจากประชาชนที่บุกรุกได้ก็จะช่วยเพิ่มพื้นที่เชิงพาณิชย์ได้อีก ซึ่งแผนคร่าวๆ ของการจัดบริหารที่ดิน จะแบ่งสัดส่วนมอบให้รัฐฯ ทำประโยชน์ รวมทั้งพัฒนาคลังสินค้าเปิดให้เอกชน รวมไปถึงพัฒนาจุดตรวจสอบ รถบรรทุกเพื่อเปลี่ยนถ่ายสินค้าให้เกิดความสะดวก"

ได้ผู้รับเหมาผุดศูนย์ขนส่งฯแหลมฉบัง

นอกจากนี้การท่าเรือฯ ยังมีแผนพัฒนาโครงการในอนาคต อาทิ โครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าได้ 2.0 ล้าน ที.อี.ยู.ต่อปี สามารถขนถ่ายตู้สินค้า ได้ 6 รางในเวลาเดียวกัน มูลค่าการลงทุนราว 2.9 พันล้านบาท  ขณะนี้จัดหาผู้รับเหมาเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะพัฒนาแล้วเสร็จปลายปี 2560 และโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือA) แหลมฉบัง จะขยายการรองรับเรือขนาดระวางบรรทุก 3,000 DWT ขนตู้สินค้าได้ครั้งละ 200 ที.อี.ยู และขนาด 1,000DWTขนตู้สินค้าได้ครั้งละ 100 ที.อี.ยู.ได้อย่างละ 1 ลำ พร้อมกันในเวลาเดียว โดยมีมูลค่าการลงทุนราว 1.8 พันล้านบาท ปัจจุบันได้ตัวผู้รับเหมาแล้ว

เชื่อเอกชนสนใจพัฒนาผุดCBDใหม่

นายวสันต์ คงจันทร์ กรรมการผู้จัดการบริษัทโมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัด ให้ความเห็นถึงแนวทางการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์บริเวณท่าเรือคลองเตยว่า เป็นที่ดินที่มีศักยภาพ เนื่องจากเป็นที่ดินต้นทุนต่ำปัจจุบันที่ดินตารางวาละ 3 แสนบาท เมื่อ เทียบกับศักยภาพของพื้นที่ หากพัฒนาเป็นศูนย์ธุรกิจ ประกอบด้วย โรงแรม คอนโด สำนักงานให้เช่า รวมถึงห้างสรรพสินค้า ปล่อยเช่าประมาณตารางวาละ 1 แสนบาทต่อปี จะได้ ผลตอบแทนค่อนข้างสูง และมีโอกาส จะยกระดับพื้นที่ดังกล่าวเป็นย่านธุรกิจ (CBD-Central Business District)ในอนาคต หากเชื่อมระบบขนส่งรถไฟฟ้าเข้าเมือง ก็ยิ่งเพิ่มศักยภาพในการทำเลบริเวณนี้

ดังนั้นเชื่อว่า เมื่อการท่าเรือฯเริ่มพัฒนาที่ดิน และเปิดให้เอกชนเข้าไปเสนอรูปแบบการพัฒนาเชื่อว่า จะมีเอกชนนักพัฒนาที่ดินอสังหาริมทรัพย์หลายรายให้สนใจเสนอตัวเข้าไปพัฒนาที่ดิน เช่นเดียวกับย่านมักกะสัน เพราะเป็นต้นทุนที่ดินต่ำ แต่ทำเลมีศักยภาพในการพัฒนาเนื่องจากอยู่ติดริมน้ำ "ที่ดินบริเวณคลองเตยเป็นที่ดินใจกลางเมืองที่ติดริมน้ำจึงถือว่าเป็นที่ค่อนข้างสวย ทำเลดี และอยู่ไม่ไกลจากรถไฟฟ้าใต้ดิน เพียงตารางวาละ 3 แสนบาท หากเทียบกันกับที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าที่ไม่ไกลกันนัก แต่ราคาสูงถึง 5-6 แสนบาท นับว่าเป็นต้นทุนที่ถูกหากเทียบกันกับที่ดินใจกลางเมืองอื่นมีมูลค่าเพิ่มต้นตารางวาละ 1.5 -2 ล้านบาท เชื่อว่าหากมีการเปิดให้พัฒนาจะต้องมีเอกชนเข้ามาแสดง ความสนใจร่วมพัฒนา"

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

ข่าวเขตเศรษฐกิจพิเศษ อื่นๆ