Loading

พีดีเฮ้าส์ รุกตลาด CLMV บ้านเหล็ก3เดือนสร้างเสร็จ

วันที่ : 6 กุมภาพันธ์ 2559
พีดีเฮ้าส์ รุกตลาด CLMV บ้านเหล็ก3เดือนสร้างเสร็จ

พีดีเฮ้าส์ เผยแผน 5 ปี บุกตลาด CLMV นำร่องกัมพูชา ลาวก่อนรุก เมียนมาและเวียดนาม โดยเข้าไปศึกษาตลาดมาแล้ว 2-3 ปี มั่นใจธุรกิจสร้างบ้านโครงสร้างเหล็กกล้าสามารถเจาะกลุ่มผู้บริโภคประเทศเพื่อนบ้านตรง ความต้องการและกำลังเงิน ด้วยใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างเร็วแค่ 3-6 เดือนแล้วเสร็จ และราคาไม่แพงขนาดพื้นที่ 40 ตร.ว. แค่ 1.8 ล้านบาท

นายพิศาล ธรรมวิเศษ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีดีเฮ้าส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ เปิดเผยว่า ภายหลังบริษัทชิงปรับตัวและสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในธุรกิจรับสร้างบ้าน เริ่มต้นจาก 1.การนำระบบโครงสร้างคอนกรีตเสา-คานสำเร็จรูป MLS มาใช้ก่อสร้างบ้านทั่วประเทศ 2.การพัฒนาระบบและขยายสาขาทั่วประเทศในรูปแบบแฟรนไชส์รับสร้างบ้าน 3.การขยายสู่ธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง 4.การแตกไลน์สู่ธุรกิจสิ่งพิมพ์และอีเวนต์ ฯลฯ ส่งผลให้ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำธุรกิจรับสร้างบ้าน พร้อมๆ กับทำยอดขายกว่า 1 พันล้านบาทในปัจจุบัน จากเดิมเมื่อปี 2552 มียอดขายเพียง 200 ล้านบาทเท่านั้น แม้ว่าจะไม่สามารถขยายสาขาได้ครบ 50 สาขาตามแผนที่วางไว้ แต่ก็ถือว่าเป็นการเติบโตที่ก้าวกระโดด เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งขันระดับเดียวกันในธุรกิจนี้ โดยปัจจุบันศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 40 สาขา และคาดว่าในปี 2559 นี้จะครบ 50 สาขา โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ 1,400 ล้านบาท จากตลาดรวมประมาณ 12,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ได้วางกรอบแผนระยะ 5 ปีคือ 2559-2563 บริษัทจะขยายศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ ออกไปยังกลุ่มประเทศ CLMV หรือ กัมพูชา, สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดต่อกัน โดยการลงทุนและขยายสาขาจะเป็นรูปแบบให้สิทธิ์แฟรนไชส์ รับสร้างบ้าน โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้มีการสำรวจทำเลและตลาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยเหตุผลที่เลือกบุกตลาดกลุ่มประเทศเหล่านี้ก่อน เพราะเห็นว่า ประการแรก ภาษาและวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน ประการต่อมาคือ ผู้บริโภคและประชาชนในกลุ่มประเทศ CLMV มีทัศนคติที่ดีต่อแบรนด์สินค้าในประเทศไทย ประการที่ 3 การสนับสนุนของภาครัฐที่ต้องการให้ธุรกิจแฟรนไชส์ไทยรุกตลาดต่างประเทศ และประการสุดท้าย เรามั่นใจว่านวัตกรรมสร้างบ้านและชื่อเสียงของพีดีเฮ้าส์ จะได้รับการตอบรับจากนักลงทุนและผู้บริโภคได้ไม่ยาก ซึ่งการขยายสาขาในประเทศเพื่อนบ้านตามแผน 5 ปี นอกจากจะเป็น การขยายตลาดรับสร้างบ้านแล้ว บริษัทยังสามารถนำรายได้เข้าประเทศอีกด้วย

"ปี 2559 บริษัทคาดการณ์ว่าปริมาณและมูลค่าตลาด "บ้านสร้างเอง" ยังอยู่ในภาวะทรงตัว เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน ดังนั้น การปรับตัวของผู้ประกอบการที่อยู่ในธุรกิจนี้ จะแข่งขันกันเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีก่อสร้างบ้านมากขึ้น ปัจจุบันประเทศไทยเปิดสู่เออีซีแล้ว ซึ่งคงจะได้เห็นเทคโนโลยีก่อสร้างใหม่ๆ ทั้งจากยุโรป อเมริกา และจีน เข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น" นายพิศาล กล่าว

โดยระบบก่อสร้างกึ่งสำเร็จรูปหรือสำเร็จรูป จะมาทดแทนแรงงานและช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือ ดังที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประสบอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงเป็นการพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมสร้างบ้าน เหมือนหลายๆ ประเทศในแถบเอเชียที่มีการพัฒนาไปก่อนหน้านี้แล้ว เช่น สิงคโปร์ ไต้หวัน และญี่ปุ่น เป็นต้น

สำหรับแผนการตลาดของบริษัทพีดีเฮ้าส์ในปี 2559 นี้ ได้ทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์หรือระบบก่อสร้างใหม่ เพื่อรุกตลาดรับสร้างบ้านในประเทศ ได้แก่ PD Steel House หรือระบบบ้านโครงสร้างเหล็กแบบ Wall Frame ผลิตจากเหล็กกล้ารับกำลังสูง จุดเด่นคือ สามารถก่อสร้างได้รวดเร็วหรือภายใน 3-6 เดือน หวังเจาะกลุ่มกำลังซื้อระดับราคา 1-3 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกลุ่มกำลังซื้อของตลาดรับสร้างบ้านที่มีฐานใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ ยังมุ่งจับกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการสร้างรีสอร์ต และบ้านพักตากอากาศให้เช่า โดยบริษัทมีแบบแปลนให้เลือกปลูกสร้างขณะนี้ 16 แบบ ตั้งเป้ายอดขายใน ปีแรกนี้ไว้จำนวน 100-120 หลัง มูลค่าประมาณกว่า 200 ล้านบาท

ด้าน นางมาลี สุวรรณสุต กรรมการบริหาร บริษัท พีดีเฮ้าส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวเสริมว่า ปัจจุบัน พีดีเฮ้าส์ ถือเป็น ผู้ให้บริการสร้างบ้านที่มีระบบก่อสร้างถึง 3 ระบบคือ 1.ระบบคอนกรีตหล่อในที่ 2.ระบบพรีแฟบหรือเสา-คานสำเร็จรูป และ 3.ระบบบ้านโครงสร้างเหล็ก ซึ่งสามารถตอบสนองพฤติกรรมและรสนิยมของ ผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม ทั้งนี้ นอกจากเป้ายอดขายบ้านโครงสร้างเหล็กหรือ PD Steel House ตามที่กล่าวแล้ว บริษัทยังตั้งเป้ายอดขายบ้านระบบคอนกรีตหล่อ ในที่และพรีแฟบไว้อีก 250 หน่วย คาดการณ์มูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่ายัง ชะลอตัวต่อเนื่อง เป้าหมายที่ตั้งไว้อาจไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด แต่จำเป็นต้องตั้งไว้ เพื่อเป็นความท้าทายและถือเป็นบทพิสูจน์ขีดความสามารถขององค์กร นางมาลี กล่าวในที่สุด

ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ

 

 

 

ข่าววัสดุก่อสร้าง-เฟอร์นิเจอร์ อื่นๆ