Loading

จตุจักร-บางนา-ดอนเมืองทำเลฮอตรับมาตรการอสังหาฯ

วันที่ : 14 พฤศจิกายน 2558
จตุจักร-บางนา-ดอนเมืองทำเลฮอตรับมาตรการอสังหาฯ

พฤติกรรมการซื้อที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ส่วนคอนโดฯ มาเป็นอันดับ 2 และตามด้วยทาวน์เฮาส์ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส. สำรวจจากผู้เข้าร่วมงาน มหกรรมบ้านและคอนโดฯ ครั้งที่ 33 เมื่อ 8-11 ตุลาคม 2558 ซึ่งจัดโดย 3 สมาคมฯ ณ ศูนย์ฯสิริกิติ์

โดยงบประมาณในการซื้อบ้านพบว่า 34% ต้องการซื้อบ้านราคา 1-2 ล้านบาท และ 25% ต้องการซื้อในราคา 2-3 ล้านบาท และอีก 18% ซื้อราคา 3-4 ล้านบาท ซึ่งทำเลที่สนใจ 5 อันดับแรกคือ จตุจักร, บางนา, ห้วยขวาง, ลาดพร้าวและดอนเมือง สำหรับในพื้นที่ปริมณฑล ต้องการซื้อมากในอำเภอเมืองนนทบุรี, อำเภอบางใหญ่, บางพลี, อำเภอเมืองสมุทรปราการ, ลำลูกกา และอำเภอเมืองปทุมธานี

นอกจากนี้ พบอีกว่าความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในอนาคต 88% ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ ซึ่ง 42% ต้องการซื้อบ้านเดี่ยว รองลงมา 34% ต้องการซื้อคอนโดมิเนียม และ 16% ต้องการซื้อ ทาวน์เฮาส์ แต่อย่างไรก็ตามทั้งนี้เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจซื้อผู้บริโภคอาจต้องดูศักยภาพว่าสามารถซื้อที่อยู่อาศัยประเภทที่ตนเองต้องการได้หรือไม่

เนื่องจากมีปัจจัยภายนอกที่มีผล กระทบต่อภาคอสังหาฯ คือ 1.การปรับราคา ประเมินที่ดินใหม่ ของกรมธนารักษ์ ที่มีผลบังคับใช้ 1 มกราคม 2559 ถึงปี 2562 ซึ่งโดยเฉลี่ยทำให้ราคาประเมินเพิ่ม 25% ทั่วประเทศ 2.ภาษีการรับมรดกและการให้ ณ วันนี้ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง คาดว่าภายในต้นกุมภาพันธ์ 2559 จะมีผลบังคับใช้ โดยการรับมรดกส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทจะต้องเสียภาษีตามกฎหมายใหม่

ขณะที่การลดค่าโอนและจดจำนองจะมีผลบังคับใช้ถึงสิ้นเดือนเมษายนปี 2559 และวงเงินกู้ผ่อนปรนเงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อของธอส. จะสิ้นสุด 18 ตุลาคมปี 2559 และมาตรการลดหย่อนจะสิ้นสุด 31 ธันวาคมปี 2559

นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล รอง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวในการสัมมนาปัจจัยเศรษฐกิจและการลงทุนภาครัฐที่มีผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์มีสัดส่วนสำคัญ และมีการขยายตัวที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทย โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเติบโตภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้น กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจุบันภาวะหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ร้อยละ 80 ของ GDP ทำให้การก่อหนี้ใหม่สำหรับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ยากขึ้น ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมลดลง เป็นปัจจัยบวกต่อการบริโภค สนับสนุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นปัจจัยบวกต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ และนโยบายภาครัฐ อื่นๆ ที่มีผลต่อธุรกิจ เช่น การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ โดยบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย เพื่อเสริมสภาพคล่องในตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัย การส่งเสริมสภาพคล่องผ่านทรัสต์ เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ พร้อมกันนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างศึกษาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต ได้แก่ การประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงด้านเครดิตให้สถาบันการเงิน อีกทั้งผู้ขอสินเชื่อจะได้รับวงเงินสินเชื่อเพิ่มขึ้น และโครงการ สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ โดยผู้ขอสินเชื่อนำที่อยู่อาศัยไปจดจำนองไว้กับธนาคาร และธนาคารจะจ่ายเงินให้ผู้กู้ เป็นงวด นายวโรทัย กล่าว

ด้าน นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย (TMB) กล่าวในการสัมมนา ปัจจัยเศรษฐกิจและการลงทุนภาครัฐที่มีผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ว่า อัตราการขยายตัวทางเศษฐกิจ (GDP) ในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.7 โดยมีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่จะเริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปลายปีหน้า ทำให้คาดการณ์ว่า GDP ในปี 2559 จะสามารถขยายตัวได้ที่ร้อยละ 3.5 โดยมีปัจจัยหนุนจากการลงทุนภาครัฐและเอกชน การท่องเที่ยว โดยการลงทุนภาครัฐในปี 2558-2565 รัฐมีแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกว่า 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งจะส่งผลบวก ต่อการลงทุนเอกชนในปี 2559 ประกอบกับการเติบโตภาคก่อสร้าง ภาคอสังหาริมทรัพย์และเป็นปัจจัยที่หนุนให้สินเชื่อใน ต่างจังหวัดกลับมาขยายตัว

ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ

 

 

 

ข่าว reic จากสื่อสิ่งพิมพ์ อื่นๆ