Loading

ชงครม.แพ็คเกจอสังหาฯยืดเวลาผ่อนสูงสุด 40ปี

วันที่ : 5 ตุลาคม 2558
ชงครม.แพ็คเกจอสังหาฯยืดเวลาผ่อนสูงสุด 40ปี

"คลัง" ชงแพ็คเกจอสังหาฯเข้าครม.พรุ่งนี้ มีผลบังคับใช้ทันที ลดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนอง เหลือ 0.01% เป็นเวลา 6 เดือน พร้อมให้ธอส. อัดโปรโมชั่นสินเชื่อบ้านวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ปรับเงื่อนไขขยายเวลาปล่อยกู้เพิ่ม 5-10 ปี จากเดิม ให้กู้สูงสุด 30 ปีพร้อมเพิ่มสัดส่วนรายได้ในการคำนวณความสามารถในการผ่อนจาก 30% เป็น 50% ของรายได้ ด้านเอกชนมั่นใจ 3-6 เดือนเห็นผล ช่วยกระตุ้นตลาดไตรมาสสุดท้าย

การกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ ที่มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี นับว่า มีส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ที่ผู้ประกอบการ อสังหาฯระบุว่า ยังมีโครงการ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม ที่รอโอนมูลค่ากว่า 8 หมื่นล้านบาท โดยที่ผ่านมา สภาพเศรษฐกิจชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่ปรับตัว สูงขึ้น ส่งผลให้ยอดการปฏิเสธสินเชื่อ พุ่งขึ้นโดยรัฐพยายามจะปลดล็อกในเรื่องนี้

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง จะเสนอมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันพรุ่งนี้ (6 ต.ค.) ถือเป็นมาตรการ ส่งเสริมผู้มีรายได้น้อยให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยเป็นมาตรการระยะสั้นในช่วง 6 เดือน สิ้นสุด ในวันที่ 31 มี.ค. 2559

ประกอบด้วย มาตรการทางด้านสินเชื่อ ผ่าน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท และให้ทางกระทรวงมหาดไทย ออกประกาศลดค่าธรรมเนียมการโอน และจดจำนองลงให้อยู่ในระดับ 0.01% ของราคาประเมิน จากเดิมมีค่าธรรมเนียม การโอนอยู่ที่ระดับ 2%  และค่าจดจำนองอยู่ที่ระดับ 1% ของราคาประเมิน

"การเสนอเข้าครม.ในครั้งนี้ จะจัดทำประกาศของกระทรวงมหาดไทยเข้าไปด้วย เพราะหลังจากครม.มีมติอนุมัติ ทางกระทรวงมหาดไทยจะได้ลงนาม เพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้ในทันที"

สำหรับมาตรการของ ธอส. จะมีผ่อนปรนเกณฑ์พิจารณาเงินกู้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการผ่อนชำระของผู้กู้มากขึ้น ประกอบด้วย การขยายระยะเวลาการผ่อนชำระออกไปอีก 5-10 ปี จากเดิมที่มีระยะเวลาการปล่อยกู้สูงสุดไว้ที่ 30 ปี อาจจะ เพิ่มเป็น 35-40 ปี ทำให้วงเงินการผ่อนชำระต่องวด อยู่ในระดับที่ต่ำลง การกำหนดสัดส่วนรายได้ที่ นำมาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณเงินผ่อนชำระต่องวด จาก 30%  เป็น 50% ของรายได้

ส่วนเรื่องอัตราดอกเบี้ย ทาง ธอส.จะมี ดอกเบี้ยอัตราพิเศษให้ เป็นอัตราคงที่ แต่คงไม่ได้อยู่ในระดับที่ต่ำมาก เพราะถือว่าได้มีการผ่อนปรนหลักเกณฑ์ให้แล้ว  โดยอัตราดอกเบี้ย มีหลายอัตรา ขึ้นอยู่กับวงเงินในการขอสินเชื่อ เพราะมาตรการนี้ไม่ได้มีการกำหนดเพดานของสินเชื่อไว้

"หากขยายระยะเวลาการปล่อยกู้ออกไป ที่ผ่านมาอาจมีข้อกังวลว่าจะมีรายได้มาผ่อนชำระหรือไม่ เพราะเข้าสู่ช่วงเกษียณอายุการทำงาน รายได้จะปรับลดลง แต่อย่าลืมว่าเมื่อผ่อนไปถึงช่วงนั้น  หนี้ก็เหลือน้อยลงตามไปด้วย ยิ่งเทียบกับมูลค่าบ้านที่เป็นหลักประกันอยู่มูลค่าบ้านมีค่าสูงกว่ามาก ความเสี่ยงของธนาคารเองก็น้อย"

แหล่งข่าว กล่าวว่า มาตรการที่ออกมาเป็นการช่วยเหลือผู้ที่ต้องมีบ้าน มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง แต่ยังติดเงื่อนไขอยู่บ้างเล็กน้อย ซึ่งการทำในส่วนนี้รัฐบาลไม่ได้เสียอะไรเลย เราไม่ได้บังคับให้มีการซื้อขาย แต่รัฐสนับสนุนผู้มีรายได้น้อย ที่เกือบจะมีรายได้ถึงเกณฑ์ขอสินเชื่อได้ สามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองได้ ก็ควรทำมากกว่า เพราะกลุ่มนี้มีความต้องการที่อยู่อาศัยจริงๆ ต่างกับคนที่กู้ผ่าน กลุ่มนี้อาจจะมีบ้านหลายหลัง และซื้อเพื่อเก็งกำไร หรือนำไปให้เช่าต่อ และยังมีส่วนช่วยให้โครงการที่ยังค้างอยู่ และมีความต้องการเดินต่อไปได้

เอกชนมั่นใจ3-6เดือนเห็นผล

นายยุทธชัย เตยะราช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บุคคลธนกิจ ธนาคาร ยูโอบี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ข้อเสนอของสมาคมอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องการให้รัฐบาล ลดค่าธรรมเนียมการโอน และค่าจดจำนอง รวมถึงมาตรการผ่อนปรนสินเชื่อ จะช่วยลดต้นทุนทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย โดยจะเห็นผลช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาฯช่วง3-6เดือนกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม หากเม็ดเงินออกมาล่าสุด ก็เชื่อว่าจะไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม เพราะหลังจากน้ำท่วมตลาดอสังหาฯโต2หลักแต่ช่วง2ปีก่อนเติบโตลดลงเหลือหลักเดียว และผู้ประกอบการอสังหาฯเริ่มชะลอโครงการก่อสร้างใหม่ๆ เชื่อว่าหลังจากนี้ Supply ส่วนเกินในตลาดอสังหาฯ จะค่อยๆลดลงตามกลไกตลาด และจะไม่มีแรงกระแทกมากนัก ขณะที่ภาพรวมการปล่อยสินเชื่อบ้านของธนาคารปีนี้ยังโตเข้มแข็ง ไม่ต่ำกว่า10% หรืออยู่ที่15% ส่วนหนี้เสียยังต่ำกว่าระบบอยู่ที่ 2.5%

ขณะที่มาตรการลงทุนเมกะโปรเจคภาครัฐหวังว่าหากสามารถผลักดันเม็ดเงินลงทุนได้จริง ความเชื่อมั่นภาคเอกชนกลับมาแน่นอน แต่หากขัดข้อทางเทคนิคล่าช้าออกไปยังพอเข้าใจได้ ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้หรือไม่ ยังขึ้นกับหลายปัจจัยโดยเฉพาะการส่งออกไทย เป็นสัดส่วนหลักของจีดีพี ยังต้องติดตามว่าปีหน้าส่งออกไทยดีขึ้นหรือไม่

คาดช่วยกระตุ้นตลาดไตรมาสสุดท้าย

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองลงเหลือ 0.01 % ในระยะ 6 เดือน จะช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้ โดยเฉพาะโครงการที่แล้วเสร็จพร้อมโอน ซึ่งช่วงไตรมาสที่ 4 นี้มีโครงการคอนโดมิเนียมที่รอโอนมูลค่ารวมกว่า 8 หมื่นล้านบาท เมื่อมีมาตรการออกมาช่วยกระตุ้น คาดว่าคอนโดเหล่านี้จะสามารถโอนได้ทั้งหมด ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์ เพราะค่าใช้จ่ายน้อยลง และยังเป็นการกระตุ้นการขายของสินค้ากลุ่มสินค้าที่สร้างเสร็จพร้อมโอน

นายอิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า การที่รัฐจะกระตุ้นตลาดอสังหาฯด้วยการลดค่าธรรมเนียมการโอน และการจดจำนอง เหลือ 0.01% ถือเป็นมาตรการที่ดี ช่วยลดแบ่งเบาภาระผู้บริโภคโดยตรง โดยจะช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงไตรมาส 4 ให้มีความคึกคักมากขึ้น และน่าจะทำให้ตลาดอสังหาฯปีนี้ ติดลบน้อยลง

โดยจะช่วยเร่งให้ผู้บริโภคที่เกิดความลังเล เกิดการตัดสินใจซื้อ ส่วนผู้ประกอบการที่ชะลอการลงทุน ก็อาจจะทบทวนแผน มีการลงทุนเพิ่มได้ ส่งผลดีต่อธรุกิจเชื่อมโยงทั้งหมดในส่วนของการผ่อนปรนเกณฑ์การขอสินเชื่อ โดยลดค่างวดการผ่อน และผ่อนยาวขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก ทำให้ผู้บริโภคมีความสามารถผ่อนบ้านได้ ในรายได้เท่าเดิม

นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า การผ่อนปรนการขอสินเชื่อของสถาบันการเงินรัฐ มองว่าจะช่วยให้การขอสินเชื่อมีความคล่องตัวมากขึ้น แต่ควรพิจารณาให้ดี เพราะสถาบันการเงิน จะต้องรับมีแผนรองรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น

"มาตรการภาษี"ยาแรงกระตุ้นอสังหาฯ

ด้านเกษรา ธัญญลักษณ์ภาคย์ กรรมการบริหาร บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากรัฐจะมีมาตรการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อบ้านก็เชื่อว่ากลุ่มคนที่ชะลอการซื้อไว้ก็พร้อมจะตัดสินใจในช่วงเวลานี้ หากรัฐบาลจะใช้มาตรการก็ต้องชัดเจน โดยเฉพาะมาตรการภาษี ที่สามารถปฏิบัติได้จริง และปฏิบัติได้เร็ว เพราะเป็นมาตรการที่เคยปฏิบัติมาแล้วและได้ผลเป็นอย่างดี หากเป็นแค่มาตรการสวยหรู แต่การปฏิบัติไม่เกิดก็ไม่มีผล

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน) กล่าว่า มาตรการกระตุ้นภาค อสังหาฯของรัฐ โดยจะลดหย่อนค่าโอน และค่าจดจำนอง มองว่าจะช่วยกระตุ้นโครงการที่เกี่ยวเนื่องได้ 15-20% แต่ภาครัฐจะต้องโปรโมทเพื่อเป็นกระตุ้นตลาด สร้างการรับรู้ และทำให้ผู้บริโภคตื่นตัว เพื่อให้มาตรการะตุนมีผลอย่างแท้จริง

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ