Loading

คอลัมน์ กระจกไร้เงา: รองรับการขยายตัวของเมือง

วันที่ : 25 กันยายน 2558
คอลัมน์ กระจกไร้เงา: รองรับการขยายตัวของเมือง

ศรยุทธ เทียนสี

ได้เวลาที่คนกรุงเฮกันดังๆ หลังจากที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. มีข่าวดีว่า ตอนนี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่  สร้างเสร็จแล้ว 100% และจะเปิดให้เดินรถเสมือนจริงในเร็วๆ วันนี้ ล่าสุด รถไฟฟ้า 2 ขบวนแรกถึงไทยแล้ว ส่วนขบวนรถที่เหลือจะทยอยเดินทางมาถึงไทยตั้งแต่ปลายเดือน พ.ย.2558 จนครบทั้ง 21 ขบวนภายในเดือน ก.พ.2559

สำหรับขบวนรถไฟฟ้าล็อตแรกที่เดินทางมาถึงประเทศไทย ถือเป็นสิ่งยืนยันถึงความก้าวหน้าในการเร่งรัดและดำเนินการระบบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-เตาปูน ที่จะเปิดให้บริการได้เร็วกว่ากำหนด

โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงโครงการนี้ นับเป็นระบบรถไฟฟ้า ยกระดับสายแรกของ รฟม. และมีเส้นทางเดินรถที่ครอบคลุมถึงเขตปริมณฑล ระหว่างกรุงเทพฯ และนนทบุรี

จากการดำเนินงานของภาครัฐที่จะมีการสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ทำให้มีกลุ่มนักลงทุน ผู้ประกอบการ หันมาบุกเบิก รวมไปถึงการลงทุนตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงกันเป็นจำนวนมาก โดยที่เป็นข่าวใหญ่สุดคงเป็นการผุดโครงการของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกตของกลุ่มเซ็นทรัล ตรงสามแยกบางใหญ่ ช่วยสร้างความคึกคักให้กับพื้นที่โดยรอบเป็นอย่างมาก หลังจากที่ประสบกับปัญหาน้ำท่วมเมื่อปี 2554

ด้วยขนาดของศูนย์การค้าที่มีประมาณ 500,000 ตารางเมตร และอีก 40,000 ตารางเมตรที่เป็นของอีเกีย ทำให้โครงการนี้ครองอันดับที่ 1 ในประเทศไทย และเอเชียอาคเนย์ ในเรื่องของขนาดพื้นที่ขาย ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในบริเวณดังกล่าวกลับมาคึกคักอีกครั้ง ทำให้มีโครงการที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียม เปิดขายใหม่หลายโครงการในพื้นที่รอบๆ สามแยกบางใหญ่ หรือครอบคลุม 3 สถานีแรกของเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วง

ปัจจัยที่ผู้ประกอบการเลือกทำเลนี้ในการเปิดขายโครงการใหม่ นอกจากเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วงแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่ทุก ฝ่ายให้น้ำหนักในการพิจารณาคือ เซ็นทรัลเวสต์เกต และโครง การมอเตอร์เวย์ บางใหญ่-กาญจนบุรี ของกรมทางหลวง ที่ใช้งบประมาณในการลงทุนรวม 55,620 ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีมาเมื่อกลางเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา คาดว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพของบางใหญ่ และพื้นที่ตลอดแนวเส้นทางมอเตอร์เวย์เส้นนี้

โครงการต่างๆ ที่เอ่ยถึงก่อนหน้านี้ ล้วนมีส่วนในการผลักดันให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในบริเวณนี้เกิดการขยายตัว โดยที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดที่มีการเปลี่ยนแปลง คือ ราคาที่ดินที่ปรับตัวเพิ่มจากประมาณ 50,000-100,000 บาทต่อตารางวาในช่วงหลังจากที่น้ำท่วมขึ้นมาถึงประมาณ 200,000 บาทต่อตารางวา

ทั้งนี้ ตลาดบ้านจัดสรรเป็นตลาดอสังหาริมทรัพย์หลักที่ครอง เจ้าตลาดอยู่ในบริเวณนี้ โดย ณ เดือน ส.ค.2558 มีบ้านจัดสรรเปิดขายอยู่ 6 โครงการ จำนวน 1,786 ยูนิต โดยแบ่งเป็นทาวน์ เฮาส์ 1,560 ยูนิต ขายไปได้ประมาณ 50% โดยมีทาวน์เฮาส์ที่ระดับราคา 2-3 ล้านบาทต่อยูนิต มากที่สุดคือประมาณ 950 ยูนิต ขายไปได้ประมาณ 65% ขณะที่บ้านแฝดมีทั้งหมด 165 ยูนิต และขายไปแล้วประมาณ 84% โดยเป็นบ้านแฝดที่มีราคาขายประมาณ 3-5 ล้านบาทอยู่มากที่สุด ในส่วนของบ้านเดี่ยวมีประมาณ 55 ยูนิต และขายที่ระดับราคามากกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไป โดยขายไปได้ประมาณ 56%

ในส่วนของตลาดคอนโดมิเนียมในบริเวณนี้ เริ่มจะมีการเปิดขายโครงการใหม่ๆ ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาหลังจากที่การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงมีกำหนดแล้วเสร็จที่ชัดเจน โดยในปัจจุบันมีคอน โดมิเนียมในละแวก 3 สถานีนี้ประมาณ 5 โครงการ รวม 6,089 ยูนิต ขายไปได้ประมาณ 80%

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ระบุว่า การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยปี 2558 ผู้ประกอบการจะยังให้ความสำคัญกับการลงทุนตามแนวโครงข่ายรถไฟฟ้าเดิมที่เปิดให้บริการและส่วนต่อขยายที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าธุรกิจบ้านจัดสรรจะขยายตัวต่อเนื่อง

ขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียมจะเติบโตค่อนข้างมาก เป็นผลมาจากการขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าที่ออกสู่ชานเมืองมากขึ้น อาทิ โครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 4 เส้นทาง ทั้งรถไฟฟ้าสายสีม่วง สายสีน้ำเงิน สายสีเขียว และสายสีแดง

โดยทำเลเด่นที่จะเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ จะขยายไปยังชานเมืองตามแนวรถไฟฟ้าชานเมือง คือ ย่านเพชรเกษม-บางหว้า สมุทรปราการ นนทบุรี บางบัวทอง โดยทำเลที่ได้รับความนิยมและจะเติบโตสูงจะเป็นโซนบางบัวทอง

ทั้งหมดนี้คือความชัดเจนในการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งเป็นอานิสงส์ให้เกิดการพัฒนาโครงการต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะบริเวณปริมณฑลรอบๆ กทม. อย่างที่เขาว่า ถนนหนทางมีสร้างที่ไหน ความเจริญจะตามไปที่นั่น ยิ่งเป็นการสร้างรถไฟฟ้าด้วยแล้ว ยิ่งสมควรเข้าไปพัฒนาโครงการ และน่าลงทุนยิ่งนัก!

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

 

 

 

ข่าว reic จากสื่อสิ่งพิมพ์ อื่นๆ