Loading

เขตศก.พิเศษชายแดนพื้นฐานไม่พร้อมรับรายใหญ่

วันที่ : 22 ธันวาคม 2557
เขตศก.พิเศษชายแดนพื้นฐานไม่พร้อมรับรายใหญ่

รัฐบาลประกาศนโยบายสนับสนุนพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ 12 พื้นที่ โดย ระยะแรก 5 ในจังหวัด คือ ตาก มุกดาหาร สระแก้ว ตราด และสงขลา จากนั้นจะพัฒนาเพิ่มอีก 7 พื้นที่ โดยหวังว่าจะส่งผลให้เกิดการค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านและสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ

แต่การพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะนโยบายที่ต้องการดึงดูดการลงทุนเข้าไปในพื้นที่

นางอัญชลี ชวนิชย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านเศรษฐกิจ และนายกสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตร กล่าวว่า แม้นโยบายของรัฐบาลในการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน 5 แห่ง จะเป็นแนวทางที่ถูกต้องสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่ถ้ามองในแง่ของ ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมมองว่า จากปัจจัยในขณะนี้ยังไม่มีแรงดึงดูดเพียงพอให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เข้าไปลงทุนตั้ง นิคมฯในพื้นที่เหล่านี้

นางอัญชลี บอกว่า ในพื้นที่เหล่านี้ ยังขาดความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม รวมทั้ง ยังไม่มั่นใจว่าจะมีผู้ประกอบการเข้าไปตั้งโรงงานมากน้อยเพียงไร และผู้พัฒนานิคมฯรายใหญ่ของประเทศ ต่างก็ไม่มีความเชี่ยวชาญในพื้นที่ตามแนวชายแดน ทำให้มีปัญหาในการรวบรวมที่ดินก่อสร้างนิคมฯ

"ปัจจัยสำคัญในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอันดับแรกก็คือระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน รองลงมาเป็นสิทธิประโยชน์การลงทุน และการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมระหว่างกัน นอกจากนี้การมุ่งเน้นในเรื่องการผลักดันให้อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นเข้าไปอยู่ในพื้นที่เหล่านี้เพื่อใช้แรงงานต่างด้าว ก็ยังไม่เป็นแรงดึงดูดเพียงพอ เพราะว่าประเทศไทยกำลังออกจากประเทศที่พึ่งพาแรงงานราคาถูกไปสู่ประเทศที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการผลิต ดังนั้นจึงไม่สามารถหวังพึ่งแรงงานราคาถูกในระยะยาวได้ รวมทั้งการออกไปตั้งโรงงานในประเทศเพื่อนบ้านยังได้ สิทธิพิเศษทางภาษีมากกว่า" นางอัญชลี กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนจะไม่มีแรงดึงดูดให้ผู้ประกอบการ รายใหญ่เข้าไปลงทุน แต่ก็เป็นโอกาสให้ นักลงทุนน้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญในพื้นที่เข้าไปลงทุนตั้งนิคมอุตสาหกรรม หรือร่วมทุนกับผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยอาจจะเริ่มจากขนาดเล็กประมาณ 500 ไร่ แต่ผู้พัฒนานิคมฯหน้าใหม่นี้จะต้องอาศัยเวลาในการสร้างความยอมรับจากต่างชาติ เพราะการลงทุนตั้งโรงงานเป็นการดำเนินงานระยะยาว จึงต้องมีความมั่นใจในผู้พัฒนานิคมฯอยู่พอสมควร

"ธุรกิจที่เหมาะสมในการเริ่มต้น ในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนจะเป็นธุรกิจโลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมบริการ เพื่อเชื่อมโยงการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน รองรับการขยายตัวจากการเปิดเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)"

นอกจากนี้ รัฐบาลควรจะออกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นมารองรับ แทนการใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างที่ใช้ในขณะนี้

"สิ่งที่ต้องทำเร่งด้วยก็คือการจัดทำผังเมืองการใช้ที่ดินให้สอดคล้องกับแผนการพัฒนา วางระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานในเขตเศรษฐกิตพิเศษ ซึ่งมองว่าควรจะนำรูปแบบการพัฒนาพื้นที่อิสเทิร์นซีบอร์ดมาใช้"

นางอัญชลี กล่าวว่า ภาพใหญ่ในการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ คือ ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างธุรกิจเอสเอ็มอีและธุรกิจขนาดใหญ่ โดยจะต้องลงไปเน้นด้านการปฏิรูปเชิงพื้นที่

แนวทางที่จะเสนอต่อคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) คือ ควรแบ่งพัฒนาพื้นที่ออกเป็น 10 รูปแบบ ได้แก่ 1.พัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด ระยะที่ 2  ในจ.ฉะเชิงเทรา ,ชลบุรี ,ระยอง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมในทุกด้าน และ ยังเหลือพื้นที่สามารถพัฒนาได้อีกมาก

2.เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน 5 แห่ง มีเป้าหมายในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจท้องถิ่น ชุมชน อุตสาหกรรม ธุรกิจบริหารโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน

3.การใช้ประโยชน์ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ซึ่งควรจะมีการจัดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ให้คุ้มค่าและเนแหล่งรายได้ที่สำคัญ เพื่อการพัฒนาระบบขนส่งเพื่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ

4. เซาเทิร์นซีบอร์ด ในจ.สุราษฎร์ธานี หรือสตูล ,สงขลา เพื่อใช้ประโยชน์สร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และฟื้นฟู กระจายความเจริญทางเศรษฐกิจไปสู่ภาคใต้  5. กรุงเทพฯ ควรจะพัฒนาไปสู่การเป็นฮับของอาเซียน เช่น ส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาตั้งสำนักงานภูมิภาค และศูนย์กลางทางการบิน

6. ตั้งเมืองราชการใหม่ เพื่อการบริหารราชการบ้านเมือง เพื่อเชื่อมโยงภายในประเทศสูงอาเซียน และโลกที่มีความทันสมัย 7. นิคมอุตสาหกรรมรายคลัสเตอร์ เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ ในพื้นที่กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และจังหวัดอื่นๆ เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและสร้างงานเป็นเครือข่ายทั้งประเทศ 8. พัฒนาเกษตร-อุตสาหกรรมครบวงจร เช่น ยาง ข้าว พืชพลังงาน เพื่อต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร

9. เขตท่องเที่ยวพิเศษใน จ.กระบี่ และพังงา โดยจะเป็นการบูรณาการร่วมกันเพื่อพัฒนาบริหารจัดการพื้นที่ร่วม เพื่อยกระดับคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยว บริการ สิ่งอำนวยความสะดวก รองรับนักท่องเที่ยวเกรดสูง และ 10. พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเป้าหมายพัฒนาทางเศรษฐกิจ อย่างมั่นคงและปลอดภัยเจริญรุ่งเรืองอย่างมีเอกลักษณ์ท้องถิ่น

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

ข่าวเขตเศรษฐกิจพิเศษ อื่นๆ