Loading

อัพเกรดสุวรรณภูมิปั้นเขตศก.พิเศษ'ฟรีโซน' 'บิ๊กจิน'ตั้งคณะทำงานปลดล็อกก.ม. 97 ฉบับ

วันที่ : 23 พฤศจิกายน 2557
อัพเกรดสุวรรณภูมิปั้นเขตศก.พิเศษ'ฟรีโซน' 'บิ๊กจิน'ตั้งคณะทำงานปลดล็อกก.ม. 97 ฉบับ

"ประจิน" ไฟเขียวยกเครื่องคาร์โก ฟรีโซน ในสนามบินสุวรรณภูมิ แก้ปัญหาฟรีโซนร้าง เล็งชงรัฐบาลประกาศให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ตามรอยนโยบายบูมชายแดน ทั้งปลดล็อกอุปสรรค และก.ม.เกี่ยวพันนำเข้า-ส่งออก 97 ฉบับ ดันยอดแอร์คาร์โกทะลุ 3 ล้านตันต่อปี จากปัจจุบันใช้ไม่ถึง 50% และหนุนรอบพื้นที่เป็นโลจิสติกส์พาร์กรับเออีซี  ด้านทาฟ่าแจงขอดูความชัดเจนก่อนชี้ที่ผ่านมาขาดการบูรณาการ

น.ต.ประจักษ์ สัจจโสภณ ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาการใช้ประโยชน์ เขตปลอดอากร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงแผนการพัฒนาพื้นที่ปลอดอากร หรือคาร์โกฟรีโซน ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ ว่าจากการหารือเบื้องต้นพบว่ามีสิ่งที่ต้องดำเนินการแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ที่จะส่งเสริมให้เกิดการดำเนินการคู่ขนานกันไปคือการสร้างความคล่องตัวในการบริหารจัดการพื้นที่คาร์โกฟรีโซน และข้อเสนอ ประกาศให้พื้นที่คาร์โก ฟรีโซน ในสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เหมือนกับที่รัฐบาลประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษใน 5 จังหวัด อย่าง จังหวัดตาก, สระแก้ว, ตราด , มุกดาหาร และสงขลา

          เปิดวันสต็อปเซอร์วิส

โดยแผนการสร้างความคล่องตัวในการบริหารจัดการพื้นที่คาร์โก ฟรีโซน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามาใช้บริการที่เกี่ยวข้องกับสินค้านำเข้าและส่งออกในพื้นที่เพิ่มขึ้น จะมีการผลักดันให้เกิดการบริการในแบบเบ็ด เสร็จหรือวันสต็อปเซอร์วิสเน้นการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาใช้ในกระบวนการตรวจสอบเอกสารการนำเข้า-ส่งออก ลดการใช้เอกสาร เพราะจะช่วยลดขั้นตอนในการตรวจสอบ เป็นต้น รวมถึงหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมศุลกากร เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ซึ่งเรื่องใดสามารถแก้ไขร่วมกันได้ก็จะดำเนินการทันที

สำหรับการผลักดันให้คาร์โก ฟรีโซน เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาในรายละเอียด รวมถึงการพิจารณาว่าควรจะต้องออกกฎหมายในรูปแบบพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ก.) หรือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มารองรับจึงจะเหมาะสม และสอดคล้องกับการบริหารจัดการพื้นที่ฟรีโซนได้มากที่สุด ซึ่งการผลักดันการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ ถือเป็นนโยบายหนึ่งของพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้รับทราบและเห็นชอบตามข้อเสนอของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท.ในการประชุมเวิร์กช็อป หน่วยงานด้านขนส่งทางอากาศ ก่อนหน้านั้นพร้อมทั้งได้ผลักดันอย่างเต็มที่โดยมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาการใช้ประโยชน์ เขตปลอดอากรฯ ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ในการประสานงาน ให้เกิดการพัฒนาการใช้ประโยชน์ในพื้นที่นี้ด้วย

ดันไทยเป็นฮับแอร์คาร์โก

"การจัดทำแผนพัฒนาดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นมีเป้าหมายหลักคือ ผลักดันให้เกิดการทำธุรกรรมในพื้นที่นี้เพิ่มขึ้น เพื่อขยายการรองรับการขนส่งสินค้าทางอากาศภายในสนามบิน ให้ได้เต็มศักยภาพ 3 ล้านตันต่อปี และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางอากาศในภูมิภาคนี้ รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนการพัฒนาร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งทางคณะอนุกรรมการจะมีการประชุมร่วมกันอีกครั้งในวันที่ 8 ธันวาคมนี้" น.ต.ประจักษ์กล่าว

ติดขัดก.ม.เกี่ยวข้อง 97 ฉบับ

ต่อเรื่องนี้นายประพนธ์ ปัทมกิจสกุล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณ ภูมิ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. เผยว่า ปัจจุบันพื้นที่นี้ยังไม่ถือว่าเป็นคาร์โก ฟรีโซน ที่แท้จริง เพราะการดำเนินธุรกิจในพื้นที่ยังติดขัดข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออกของหน่วยงานต่างๆมากถึง 97 ฉบับ  ขณะที่ก.ม.ของกรมศุลกากรก็มีความซับซ้อน จึงเป็นอุปสรรคในการเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศของสนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งที่โดยหลักการพื้นที่ฟรีโซนในสนามบิน ถือว่าเป็นพื้นที่เสมือนอยู่นอกประเทศ

ดังนั้นหากมีการนำเข้าชิ้นส่วน หรือสินค้าต่างๆมาจากต่างประเทศ แล้วนำสินค้ามาไว้ในพื้นที่คาร์โก ฟรีโซน เพื่อรอการประกอบเป็นสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ การนำเข้ามาบรรจุหีบห่อใหม่ (รีแพ็ก) หรือที่เรียกว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้า(Value Added) เพื่อดำเนินการส่งออกต่อไป ไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว เพราะสินค้าไม่ได้มีการนำเข้ามาในประเทศ แต่ที่เป็นอุปสรรคมากคือการติดขัดในข้อกฎหมายอื่นที่มีอยู่ เช่นหากนำเอาสารเคมีเข้ามา 10 ชิ้น ต้องยื่นขออนุญาตไปยังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรืออย.ที่ต้องได้รับอนุญาตทั้ง 10 ชิ้น เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ถือว่าเกิดความไม่สะดวกแก่ผู้ประกอบการที่จะเข้ามาดำเนินธุรกิจในพื้นที่ฟรีโซน ไม่เหมือนกับต่างประเทศ ที่การดำเนินการต่างๆ ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตใดๆ

เอกชนเมินใช้บริการ

นายประพนธ์ยังกล่าวต่อว่า  จากปัญหาที่เกิดขึ้น จึงทำให้ไม่เกิดการจูงใจของภาคเอกชนในการเข้ามาดำเนินธุรกิจในพื้นที่คาร์โก ฟรีโซน และหลักๆ จะเป็นการให้บริการเพื่อรองรับไดเร็กต์คาร์โก หรือการส่งออกและนำเข้าสินค้าเท่านั้น โดยมีผู้ประกอบการคลังสินค้า 2 ราย ที่ได้รับสัมปทานจากทอท. คือ คลังสินค้าของการบินไทย และคลังสินค้าของบริษัท บีเอฟเอสคาร์โก้ ดีเอ็มเค จำกัด รวมถึงอาคารของบริษัทตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศอยู่บ้างเท่านั้น แต่การดำเนินธุรกิจในลักษณะการเพิ่มมูลค่าสินค้า(Value Added) ยังมีน้อยมาก เพราะก.ม.ไม่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน

"ทอท.จึงได้เสนอแนวทางแก้ปัญหา ผลักดันให้ประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ การทำธุรกรรมต่างๆ ไม่เกี่ยวข้องกับก.ม.ทั้ง 97 ฉบับ ซึ่ง รมว.คมนาคมรับในหลักการแล้วและจากการหารือกับกรมศุลกากรทางกรมก็มองว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหาได้เร็วที่สุด และจะช่วยเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าจาก 1.3 ล้านตันต่อปี หากขยายเต็มพื้นที่จะรองรับสินค้าได้ถึง 3 ล้านตันต่อปี"

สร้างมูลค่าสินค้าเพิ่ม

นายประพนธ์ยังกล่าวต่อว่า สิงคโปร์ เป็นประเทศที่เล็กกว่าไทยมาก แต่สามารถรองรับการขนส่งสินค้าทางอากาศในขณะนี้ได้ถึง 2 ล้านตันแล้ว เพราะสะดวกและเอื้อให้เกิดการลงทุน ส่วนของไทยตั้งแต่เปิดสนามบินมา 8 ปี มีการเช่าพื้นที่ฟรีโซนในสนามบินไม่เกิน 7-8 แห่งอย่าง บริษัท อีเกิ้ล ประเทศไทย จำกัด ที่เป็นตัวแทนการขนส่งสินค้าทางอากาศให้กับบริษัท มูราตะ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศ ไทย)ฯ ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอ นิกส์ในคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งดำเนินธุรกิจอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมที่จังหวัดลำพูน มีเครือข่าย 30-40 ประเทศ หากประเทศไหนสั่งซื้อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เขาก็พร้อมส่งออกได้ภายใน 2 ชั่วโมง เพราะมีสินค้ามาเก็บไว้ที่อาคารเก็บสินค้าที่สนามบินอยู่แล้ว

ทั้งนี้หากมีการประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เชื่อว่าจะมีอีกหลายบริษัทหรือหลายประเภทของสินค้าเข้ามาดำเนินธุรกรรมต่างๆ ในฟรีโซนเพิ่มขึ้น และจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า (Value Added) ได้อย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้ และยังส่งเสริมให้เกิดการเพิ่มปริมาณของสินค้าทรานซิปเมนต์ หรือสินค้าต่อเครื่อง (สินค้าที่มาจากประเทศต่างๆ ผ่านเข้าไทย โดยที่สินค้าบางส่วนอาจอยู่ใต้ท้องเครื่องบินหรือนำลงมาบางส่วน เพื่อนำไปส่งต่อยังประเทศอื่นๆ ต่อไป) ทำให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายหรือรูตเน็ตเวิร์กเพิ่มขึ้น

ไทยส่งกล้วยไม้ผ่านสิงคโปร์

สนับสนุนให้ไทยเป็นฮับของคาร์โกได้ เหมือนกับการขนส่งผู้โดยสาร เพราะปัจจุบันไทยมีผู้ให้บริการธุรกิจขนส่งด่วนระดับโลก จำนวน 4 ราย คือ ดีเอชแอล เฟดเอ็กซ์ ยูพีเอส และทีเอ็นที เปิดให้บริการอยู่แล้ว ซึ่งคาดหวังว่าจะมีเครื่องบินขนส่งสินค้า หรือเฟตเตอร์เข้ามาเพิ่มขึ้นอีก และเกิดโลจิส ติกส์พาร์ก รอบพื้นที่สนามบิน โดยเฉพาะการเป็นเซ็นเตอร์ในการขนถ่ายสินค้าผักผลไม้ ดอกไม้ ที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิในการขนถ่าย เพราะวันนี้แม้ไทยจะปลูกกล้วยไม้เป็นอันดับ 1 แต่การส่งออกส่วนใหญ่จะส่งผ่านไปยังสิงคโปร์เป็นหลักก่อนส่งต่อไปประเทศอื่นหรือแม้แต่สินค้าต้องการอุณหภูมิต่ำ อย่างยาที่ฮับของยาจะอยู่ที่สิงคโปร์ ทั้งที่ไทยประกาศจะเป็นเมดิคัล ฮับ แต่ไม่มีคลังยา เป็นต้น

อีกทั้งโลจิสติกส์พาร์ก ที่จะเกิดขึ้นยังจะเป็นการรวมศูนย์ของสินค้าต่างๆที่นำเข้ามาทางเรือและทางบกที่จะเพิ่มขึ้นหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี เพื่อรอการส่งออกทางอากาศออกนอกประเทศ เพราะปัญหาของประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว เวียดนาม กัมพูชา เมียนมาร์ อาจเป็นแหล่งผลิตสินค้า แต่ยังขาดรูตเน็ตเวิร์กในการส่งออกทางอากาศ ดังนั้นต่อไปพ่อค้าไทยก็สามารถไปสั่งซื้อหรือผลิตสินค้าที่ประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ แล้วนำมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ในพื้นที่ฟรีโซนของสนามบิน หรือการนำเข้ามาไว้ในโลจิสติกส์พาร์ก รอบพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นต้น ผอ. ประพนธ์กล่าว

"ทาฟ่า"ขอดูความชัดเจน

ด้านนายอัมฤทธิ์ ปั้นศิริ นายกสมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทยหรือทาฟ่า กล่าวว่า ทาฟ่า อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับคณะอนุกรรมการ ซึ่งเพิ่งมีการประชุมร่วมกันได้เพียง 1 ครั้ง และมีการหยิบยกเรื่องการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษฟรีโซนขึ้นมาพูดถึง แต่ยังบอกไม่ได้ว่ามีความคิดเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้ เนื่องจากต้องขอดูความชัดเจนในรายละเอียดต่างๆ ก่อน

แหล่งข่าวระดับสูงจากตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทยอีกราย กล่าวว่า คาร์โก ฟรีโซน สนามบินสุวรรณภูมิเป็นปัญหาในเรื่องของระบบการบริหารจัดการ ความล้าหลังของกฎหมาย และระเบียบต่างๆของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออก ที่ขาดการบูรณาการ และที่ผ่านมาทาฟ่าก็มองว่าค่าเช่าพื้นที่เก็บสินค้าในการเพิ่มมูลค่าสินค้า ถือว่าสูง  แม้ว่าทอท.จะบอกว่าไม่ได้ขึ้นราคามากว่า 8 ปีแล้วก็ตาม จากปัญหาทั้งหมดทำให้ช่วงเปิดให้บริการในปี 2549 มีผู้จองพื้นที่ในฟรีโซนเต็มจำนวน แต่ต่อมาเหลือเพียงไม่ถึง 50% และผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายภาษีโรงเรือน การจ่ายค่าบริการต่างๆในเขตฟรีโซน และระบบการบริการที่ยังไม่สามารถพัฒนาการใช้งานในแบบวันสต็อปเซอร์วิสได้

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

 

 

 

ข่าวเขตเศรษฐกิจพิเศษ อื่นๆ