Loading

หวังเขตศก.พิเศษชายแดนดัน'ไทย'ฐานการผลิตใหญ่

วันที่ : 6 พฤศจิกายน 2557
หวังเขตศก.พิเศษชายแดนดัน'ไทย'ฐานการผลิตใหญ่

ส.อ.ท.ย้ำไทยผู้นำอุตสาหกรรมอาเซียน หนุนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน ช่วยไทยรักษาฐานการผลิตขนาดใหญ่ในอาเซียน แนะ รัฐตรึงค่าแรง-ไฟฟ้า จี้รัฐเร่งพัฒนาแรงงาน หวั่นไม่ทำอะไรเลย อีก 3-5 ปีเกิดวิกฤติได้

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าว ในการเสวนาเพื่อสื่อมวลชน ประจำปี 2557 ในหัวข้อ "อุตสาหกรรมไทย.ผู้นำในอาเซียน" ย้ำว่าไทยยังเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการผลิต ของอาเซียนต่อไป โดยเฉพาะอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรม ยานยนต์ และอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งไทย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก มูลค่ากว่า 900,000 ล้านบาทต่อปี ปริมาณส่งออกปีละกว่า 2 ล้านตัน จำเป็นที่ไทยจะต้องเน้นรักษาเอาไว้ โดยส่งเสริมสนับสนุนให้มีความเข้มแข็งต่อไป

ชี้เขตเศรษฐกิจชายแดนหนุนลงทุน

จากการที่รัฐบาลเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะเริ่มต้นปีหน้า เพื่อเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านและเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ รวมถึงผลจากรัฐบาลเดินหน้าจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนล้วนช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยให้เข้มแข็ง และสามารถรักษาการเป็นฐานการผลิตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียนเอาไว้ได้

          ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวใช้เทคโนโลยีในการผลิตให้สูงขึ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นในต้นทุนที่ต่ำลง พร้อมให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา และเห็นความสำคัญของการจดสิทธิบัตรสิ่งที่คิดค้นขึ้นมาได้ ส่วนอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องใช้แรงงานเข้มข้นอย่างอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและ สิ่งทอ ซึ่งข้อมูลจากสหพันธ์สิ่งทอประเทศไทย พบว่าไทยส่งออกอันดับ 13 ของโลกยอดส่งออก 240,000 ล้านบาทในปี 2556 สามารถไปตั้งโรงงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน จะช่วยให้แรงงานประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงาน ขณะที่ผู้ประกอบการมีต้นทุนลดลงได้

จี้รัฐเร่งยกเว้นภาษีโอนเงิน-ผลกำไร

ส่วนอุตสาหกรรมที่ยังตั้งฐานการผลิตภายในประเทศ บางส่วนได้ปรับตัวไปสู่การผลิตสินค้าต้นน้ำที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ทั้งนี้ภาครัฐควรให้การส่งเสริมผู้ประกอบการไทย ให้เห็นความสำคัญเกี่ยวกับการจดสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน  "รัฐบาลควรเร่งพิจารณายกเว้นภาษีการโอนเงินผลกำไรกลับประเทศ สำหรับ ผู้ประกอบการที่ไปลงทุนต่างประเทศ รวมทั้ง ปรับบทบาทสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม การลงทุน(บีโอไอ) ให้ขยายไปสู่การส่งเสริมให้เอกชนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยใช้ศักยภาพของประเทศสมาชิกอาเซียนให้เกิดประโยชน์" นายสุพันธุ์ กล่าว

ส.อ.ท.ห่วง3ปัจจัยกระทบธุรกิจ

นายสุพันธุ์ กล่าวว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วง 3 เรื่อง ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทยรุนแรง 1.ต้นทุนค่าแรง รัฐบาลควรจะคงอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่ 300 บาท ไปจนถึงสิ้นปี 2558 การปรับค่าจ้างแต่ละครั้งควรอยู่ในระดับที่เหมาะสม 2.ต้นทุนค่าไฟฟ้า  เป็นต้นทุนที่สำคัญ ภาครัฐควรคงอัตราค่าไฟฟ้าไม่ให้เกิน 4 บาทต่อหน่วย  หากปล่อยให้ทะลุไปถึง 5 บาทต่อหน่วย จะทำให้โรงงานย้านฐานไปประเทศอื่น และ 3. ต้นทุนการติดต่อสื่อสาร  เมื่อเทียบกับประเทศ คู่แข่งจะต่ำกว่าไทย รวมทั้งต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งให้มีต้นทุนที่ลดลง

มั่นใจเปิดเออีซีกระทบไทยไม่มาก

นายเจน นำชัยศิริ รองประธาน ส.อ.ท. ด้านอุตสาหกรรม กล่าวว่า การเปิดเออีซีจะกระทบกับไทยไม่มาก เพราะได้เตรียมความพร้อม และเริ่มลดภาษีมาแล้ว ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ได้ปรับตัวไปแล้ว อุตสาหกรรมไทยที่มีความได้เปรียบคืออุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และยานยนต์

ส่วนอุตสาหกรรมที่จะมีอนาคตภายหลัง เปิดเออีซี 1.อุตสาหกรรมแฟชั่น และไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะสินค้าที่เจาะตลาดผู้สูงอายุ  ควรจะ จับมือร่วมกันพัฒนาสินค้ากับญี่ปุ่น เช่น เฟอร์นิเจอร์ สำหรับผู้สูงอายุ เพราะว่ามีความ เชี่ยวชาญในด้านนี้สูง  2.กลุ่มวัสดุก่อสร้าง เพื่อ รองรับการก่อสร้างของประเทศเพื่อนบ้านที่จะเร่งสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน และ 3.อุตสาหกรรมใบโอชีวภาพ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใบโอพลาสติก ในการผลิต บรรจุภัณฑ์ต่างๆ รวมทั้งยังเป็นการขยายฐานอุตสาหกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม

กระตุ้นรัฐเร่งเบิกจ่ายช่วยเศรษฐกิจ

ด้านนายวัลลภ วิตนากร รองประธาน ส.อ.ท. ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ปี 2558 เศรษฐกิจไทยหากจะให้โตได้ระดับ 4% รัฐต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามแผน เนื่องจากส่งออกมีสัดส่วนต่อจีดีพีถึง 70% ส่วนปีหน้าตลาดส่งออกหลักอย่างสหรัฐ คาดว่า จะฟื้นตัวอย่างช้าๆ  ตลาดสหภาพยุโรปยังคงมี ปัญหาเรื่องการเงิน คาดว่าอาจจะมีการใช้มาตรการ"คิวอี"แบบญี่ปุ่น

ส่วนตลาดจีน ยังทรงตัว เพราะรัฐบาลจีน จะรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่เกิน 7.5% ขณะที่อาเซียน ประเทศหลักๆ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย อาจจะลดลง ส่วนประเทศเพื่อนบ้าน อย่างพม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ยังคงมีการนำเข้าสินค้าไทยในระดับสูง ดังนั้นปีหน้าตลาดเพื่อนบ้านจะเป็นตลาดเดียว ที่ยังมีการขยายตัวในระดับสูง

ดังนั้นภาครัฐควรจะเร่งออกมาตรการส่งเสริมการค้าชายแดน รวมทั้งควรจะลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง รวมทั้งการเข้าไปบุกเบิกตลาดให้มากขึ้น หากรัฐแก้ปัญหาการค้า ชายแดนได้ก็จะเพิ่มมูลค่าส่งออกจาก 9.9 แสนล้านบาท เป็น 2 ล้านล้านบาทได้ภายใน 3 ปี

ห่วงวิกฤติแรงงานอีก3ปีข้างหน้า

ส่วนประเด็นที่เป็นห่วงคือแรงงานไทยมีแนวโน้มขาดแคลนสูง  หากไม่มีการพัฒนาใดๆ ในอีก 3-5 ปี ไทยจะเกิดวิกฤติขาดแคลนแรงงาน ได้ แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษมารองรับแต่สิทธิประโยชน์ที่จะให้นั้นมองว่ายังไม่จูงใจ ซึ่งได้เสนอแนะรัฐบาลไปแล้ว และเรื่องค่าแรงควรปล่อยให้เป็นกลไกเศรษฐกิจและเรื่องของไตรภาคีรัฐไม่ควรแทรกแซง

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

ข่าวเขตเศรษฐกิจพิเศษ อื่นๆ