Loading

ธปท.จับตากลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำชี้เห็นสัญญาณแบงก์เข้มงวดปล่อยกู้ซื้อบ้า

วันที่ : 23 กรกฎาคม 2556
ธปท.จับตากลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำชี้เห็นสัญญาณแบงก์เข้มงวดปล่อยกู้ซื้อบ้าน

รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนในช่วงไตรมาส 1/2556 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ และคำนวณโดยธปท. พบว่าสัดส่วนรายจ่ายในการชำระหนี้ต่อรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของภาคครัวเรือนในภาพรวมอยู่ที่ 33.8% เพิ่มขึ้นจากในปี 2554 อยู่ที่ 29.6% ทำให้ ธปท.ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีความเปราะบางเพิ่มขึ้นหากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวต่อเนื่อง

     

    ทั้งนี้ แม้ขณะนี้ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนยังอยู่ในเกณฑ์ดี เห็นได้จากสัดส่วนหนี้ค้างชำระเกิน 1 เดือนต่อสินเชื่ออุปโภคบริโภคของธนาคารพาณิชย์ยังอยู่ระดับต่ำ แต่เป็นการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 4.7% ณ สิ้นปี 2555 มาอยู่ที่ 4.9% ณ สิ้นไตรมาส 1/2556 ขณะที่สภาพคล่องของครัวเรือนปรับดีขึ้นเล็กน้อย เห็นได้จากสัดส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ทางการเงินที่ปรับลดลงจาก 46.4% ณ สิ้นปี 2555 มาอยู่ที่ 46% ณ สิ้นไตรมาส 1/2556 อย่างไรก็ตาม ช่วงไตรมาส 2/2556 เริ่มเห็นสัญญาณที่ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมากขึ้น สะท้อนจากอัตราส่วนรายได้ต่อภาระจ่ายชำระหนี้ในเดือนพ.ค.อยู่ที่ 5.1 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังอยู่ที่ 4.4 เท่า ด้านอุปสงค์สะท้อนจากยอดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะอาคารชุดที่ลดลงต่อเนื่องจากปลายไตรมาสก่อน

      

   "ยอมรับว่ายังคงพบพฤติกรรมเก็งกำไรในบางพื้นที่ ซึ่งเป็นประเด็นที่จะต้องติดตามต่อเนื่อง รวมทั้งผลกระทบของภาวะขาดแคลนแรงงานซึ่งอาจส่งผลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ในระยะต่อไป แต่ความร้อนแรงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตหัวเมืองใหญ่ต่างจังหวัดเริ่มชะลอลง" รายงานข่าวระบุ

         

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดการเงินโลกมีความผันผวนและอ่อนไหวต่อข่าวที่เกิดขึ้นในระยะสั้น ซึ่งยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจบ้าง ดังนั้น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องระมัดระวังโดยป้องกันความเสี่ยงไว้ด้วย

     

   รายงานข่าวจาก ธปท.เปิดเผยว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเงินทุนเคลื่อนย้ายเกิดการกลับทิศเป็นเงินทุนไหลออกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ปัจจุบันเงินบาทกลับเป็นอ่อนค่าลง 1% เมื่อเทียบกับต้นปี จากที่แข็งค่ามากที่สุดถึง 6% เมื่อช่วงปลายเดือนเม.ย. และค่าความผันผวนของเงินบาทปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 7.22% ในเดือนมิ.ย. จากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 2.06%

 

ที่มา : น.ส.พ.ข่าวสด

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ