Loading

ธปท.จับตาอสังหาฯ พบคอนโดฯราคาพุ่

วันที่ : 1 ตุลาคม 2555
ธปท.จับตาอสังหาฯ พบคอนโดฯราคาพุ่ง

แบงก์ชาติจับตาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลังแนวโน้มราคาที่อยู่อาศัยกระฉูดโดยเฉพาะคอนโดมิเนียม สะท้อนดัชนีราคาสูงถึง8.1% เทียบกับดัชนีราคาบ้านหรือทาวน์เฮาส์ 2.4%และ 1.8% ตามลำดับ เผยในเดือน ส.ค. คนไทยเริ่มขนเงินในต่างประเทศกลับไทย เพราะไม่แน่ใจสถานการณ์ในต่างแดน ส่วนนักลงทุนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศ 1,015 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) แจ้งว่า ธปท.ประเมินข้อมูลล่าสุด พบว่าขณะนี้ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยปรับเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของตลาด และมีแนวโน้มแสดงให้เห็นว่าเครื่องชี้หลายตัวที่เกี่ยวกับราคาที่อยู่อาศัยจะสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาอาคารชุด จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ ธปท.กำลังติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

 

"ดัชนีราคาอาคารชุดขยายตัว 8.1%เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ขณะที่ดัชนีราคาบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดินและดัชนีราคาทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินขยายตัว 2.4% และ 1.8% ตามลำดับ ดัชนีราคาที่ดิน5% ส่วนดัชนีราคาขายส่งวัสดุก่อสร้างขยายตัว3.7%" รายงานเศรษฐกิจและการเงินประจำเดือนส.ค.ระบุ

 

ทั้งนี้ภาพรวมข้อมูลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ล่าสุดในเดือนส.ค.ของปีนี้ พบว่า ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง สะท้อนจากยอดคงค้างสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่ออสังหาริมทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ขยายตัว 9.3% หรือประมาณ1.25 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน

 

ด้านอุปทานยังปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน สะท้อนจากจำนวนที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล (ที่ปรับฤดูกาล) เพิ่มขึ้น 8.5%จากเดือนก่อนหน้า โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของที่อยู่อาศัยแนวราบ 13.9% และที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุด 4.8% และยอดคงค้างสินเชื่อที่ให้แก่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น 19.5% หรือประมาณ 4.5 แสนล้านบาทเทียบกับเดือนก่อนหน้า

 

คนไทยขนเงินกลับประเทศ

 

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธปท. กล่าวว่าในเดือนส.ค.เพียงเดือนเดียวไทยมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 3,341 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตัวเลขใกล้เคียงกับปริมาณเงินทุนไหลเข้าช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 3,933 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเงินทุนไหลเข้าที่สำคัญเกิดจากการไหลกลับของเงินที่นักลงทุนไทยนำไปลงทุนนอกประเทศจำนวน 1,472 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่นักลงทุนไทยนำเงินลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศ(ทีดีไอ) จำนวน1,015 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

 "นักลงทุนไทยนำเงินลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศกลับมาเกือบ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรระยะสั้นที่ลงทุนในประเทศเกาหลีใต้ ฮ่องกง ออสเตรเลียและจีนเมื่อครบกำหนดแล้วไม่ได้ลงทุนต่อเพราะไม่แน่ใจสถานการณ์ในต่างประเทศ จึงต้องติดตามดูว่าเงินนี้จะนำไปลงทุนอะไรต่อไป"

 

นอกจากนี้ มีการไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(เอฟดีไอ)จำนวน 979 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการกู้ในเครือของอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก ส่วนต่างชาติเข้ามาลงทุนพันธบัตรไทย1,025 ล้านเหรียญสหรัฐ และลงทุนในหุ้น 268 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมไปถึงสินเชื่อการค้าที่ผู้นำเข้าไทยได้รับจากคู่ค้าต่างชาติ

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ