Loading

ธอส.ต่ออายุบ้านหลังแร

วันที่ : 25 กันยายน 2555
ธอส.ต่ออายุบ้านหลังแรก

ธอส.เล็งขอครม.ยืดโครงการบ้านหลังแรกออกไปอีก6 เดือนสิ้นสุด 31 มีนาคม 56 หลังยอดไม่เข้าเป้า คงเงื่อนไขเดิมดอกเบี้ย 0%นาน 3 ปี

 

นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ  ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารเมื่อวันที่ 20 กันยายน มีมติให้ขยายระยะเวลาโครงการบ้านหลังแรกออกไปอีก 6 เดือนคือภายในวันที่ 31 มีนาคม 2556 จากที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน และต้องโอนภายในวันที่ 31 ธันวาคมปีนี้ ภายใต้เงื่อนไขเดิมคือมูลค่าบ้านไม่เกิน 1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0%เป็นเวลา 3 ปี  เพราะส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท รัฐบาลต้องการให้ไปใช้สิทธิทางภาษีเพื่อคนจะได้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีด้วยสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อบ้านที่มีมูลค่าสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทและจะได้รับสิทธิภาษี10% หรือสูงสุดไม่เกิน 5 แสนบาท

 

โดยในวันที่ 24 กันยายนนี้ ธนาคารจะเสนอเรื่องไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ให้มีมติเห็นชอบโครงการต่อไป ซึ่งคาดว่าน่าจะเสนอได้ภายใน  2 สัปดาห์นี้ เพราะยังมีประชาชนอีกมากที่ยังต้องการเข้าโครงการแต่บ้านส่วนใหญ่ถูกน้ำท่วมในช่วงปลายปี กว่าจะสร้างเสร็จก็ต้องใช้เวลา ทำให้ขณะนี้มียอดผู้มาเข้าร่วมโครงการประมาณ 5.8 พันล้านบาทและเมื่อปิดโครงการน่าจะถึง 7 พันล้านบาท และเมื่อรวมกับการโอนเมื่อถึงสิ้นปีนี้ ยอดน่าจะถึง7.5 พันล้านบาท แต่ธนาคารตั้งเป้าหมายโครงการไว้ที่ 1 หมื่นล้านบาท จากโครงการรวมทั้งสิ้น 2 หมื่นล้านบาท จึงคาดว่าขยายเวลาออกไปอีก 6 เดือนน่าจะได้ 4-5 พันล้านบาท

 

สำหรับโครงการสินเชื่อบ้าน ธอส.-ธปท.เพื่อผู้ประสบภัยธนาคารได้ยื่นเสนอขอวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เพิ่มเติมจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อีก 1 หมื่นล้านบาท แต่เท่าที่ทราบขณะนี้วงเงิน 3 แสนล้านบาทของ ธปท.นั้นได้จัดสรรให้กับสถาบันการเงินหมดแล้วและไม่มีรายใดส่งคืนกลับมา จึงจะไม่มีโครงการดังกล่าวเพิ่มเติมอีก จากที่ได้ดำเนินการไปแล้ว 2 รอบคือรอบแรก  9 พันล้านบาท ขณะนี้อนุมัติไปแล้ว 6 พันล้านบาท ส่วนยอดที่  2 วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ขณะนี้ได้อนุมัติสินเชื่อแล้วประมาณ  1 หมื่นล้านบาท คาดว่าประมาณ1-2  เดือนผู้ยื่นขอกู้จะได้สินเชื่อเกือบหมด

 

นายวรวิทย์กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีของการเป็น กรรมการผู้จัดการ ธอส. สามารถเพิ่มสินทรัพย์ของธนาคารจาก 6.7 แสนล้านบาท เป็น7.2 แสนล้านบาทได้ มีการเพิ่มจำนวนสาขาจาก120 แห่งเป็น 160 แห่งและสิ้นปีนี้น่าจะถึง 185 แห่งได้ ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเอ็นพีแอลที่ไม่รวมหนี้ส่วนต่างจาก 8.5% ช่วงเข้ามารับตำแหน่งปีที่แล้วลดเหลือ 7.12% และปีนี้เหลือเพียง 6.8%ขณะที่กำไรสุทธิสิ้นปีนี้คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 8 พันล้านบาท จากปี 2554 ที่มีกำไรสุทธิ 6.99 พันล้านบาท ทั้งที่ธนาคารสูญเสียรายได้ไป 1.5 พันล้านบาท จากมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมด้วยการงดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือน รวม 1.2 แสนบัญชี คิดเป็นเงินสินเชื่อ  7 หมื่นล้านบาท

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ