Loading

ธปท.คาดคนกรุงใช้เงินซ่อมบ้านแสนล้าน เชื่อหนี้เสียไตรมาส 4 ไม่รุนแรง

วันที่ : 16 พฤศจิกายน 2554
ธปท.คาดคนกรุงใช้เงินซ่อมบ้านแสนล้าน เชื่อหนี้เสียไตรมาส 4 ไม่รุนแรง

แบงก์ชาติคาดคนกรุงเทพฯ ต้องการเงินซ่อมบ้านหลังน้ำลดกว่าแสนล้าน คลายกฎคิดน้ำหนักเสี่ยงแค่ 35% ถึงสิ้นปีหน้า ชี้แนวโน้มหนี้เสียไตรมาส 4 ไม่รุนแรง เหตุภาคธุรกิจใช้เงินทุนจากบริษัทแม่ ไม่ใช่เงินกู้

 

นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายความเสี่ยง สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้รับรายงานว่าเขตพื้นที่กรุงเทพฯ มีจำนวน 2.4 ล้านหลังคาเรือน ในจำนวนดังกล่าวมีสัดส่วนกว่า 40% ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยแล้ว จึงคาดว่าจะมีความต้องการเงินซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประมาณ 1 แสนล้านบาท และหากพิจารณาพื้นที่ปริมณฑลที่มีอยู่ 4 ล้านหลังคาเรือนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแล้ว 40% ของสัดส่วนโดยรวม

 

นายสมบูรณ์กล่าวว่า จากการติดตามภาวะการขยายตัวของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย พบว่าที่อยู่อาศัยแนวราบขยายตัว 12-13% ใกล้เคียงกับการขยายตัวของสินเชื่อโดยรวม จึงเห็นควรให้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยโดยลดน้ำหนักความเสี่ยง (Risk Weight) สำหรับซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้มีน้ำหนักความเสี่ยง 35% จากเดิมที่กำหนด 75% โดยมีระยะเวลาผ่อนปรนจนถึง 31 ธันวาคม 2555 น่าจะช่วยบรรเทาภาระทางการเงินของทั้งธนาคาร ผู้ประกอบการและผู้บริโภคได้

 

นายสมบูรณ์กล่าวว่า ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ได้ยื่นขอให้ ธปท.ผ่อนเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมเข้ามาด้วย แต่ ธปท.คิดว่าผู้กู้ควรมีเงินดาวน์จำนวนหนึ่ง โดยกำหนดจ่ายเงินดาวน์และค่างวดอยู่ที่ 10-15% ของราคาสินทรัพย์ และการกำหนดหลักเกณฑ์อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (แอลทีวี) สำหรับที่อยู่อาศัยแนวสูงอยู่ที่ 90% ไม่ได้ถือว่าเพิ่มภาระและเป็นการสร้างวินัยการเงินสำหรับผู้กู้ด้วย และขณะนี้ ธปท.เริ่มเห็นสัญญาณการขยายตัวของคอนโดมีเนียมเริ่มทรงตัว โดยมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 22-23%

 

นางสาวนวพร มหารักขกะ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท.เปิดเผยว่า แนวโน้มสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในไตรมาส 4 ปีนี้ เบื้องต้นสินเชื่อที่ภาคธุรกิจที่ถูกน้ำท่วมใน 7 พื้นที่ทั้งนิคมอุตสาหกรรมมียอดคงค้างสินเชื่ออยู่ที่ 1.2 แสนล้านบาท โดยสัดส่วน 1 ใน 4 เป็นเงินกู้จากสถาบันการเงินต่างประเทศและที่เหลือเป็นหนี้สถาบันการเงินไทย คาดว่าจะไม่เป็นเอ็นพีแอลทั้งหมด เนื่องจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่ไม่ได้ใช้เงินกู้ แต่ใช้เงินลงทุนและใช้ปัจจัยการผลิตจากบริษัทแม่ ดังนั้นแนวโน้มเอ็นพีแอลในไตรมาส 4 ไม่น่าจะรุนแรง

 

นางสาวนวพรกล่าวว่า ธนาคารพาณิชย์ควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและคุณภาพสินเชื่อในช่วงต่อไปที่อาจได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งรุนแรงภายในประเทศและความเปราะบางของเศรษฐกิจในต่างประเทศ ทั้งนี้คาดว่า แนวโน้มสินเชื่อในไตรมาส 4 ปีนี้ถึงไตรมาส 1 ปี 2555 ไม่น่าจะขยายตัวเร็วนัก เพราะภาคธุรกิจยังตั้งหลักให้น้ำลดลงก่อน

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจฉบับวันที่ 14 - 16 พ.ย. 2554

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ