Loading

รบ.ไฟเขียว ธอส.2 หมื่นล. อุ้มคนจนหลังแรกมือสอง-สร้างเองปลอดดอกเบี้ย 3 ป

วันที่ : 5 ตุลาคม 2554
รบ.ไฟเขียว ธอส.2 หมื่นล. อุ้มคนจนหลังแรกมือสอง-สร้างเองปลอดดอกเบี้ย 3 ปี

นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 4 ตุลาคม อนุมัติโครงการสินเชื่อบ้านหลังแรก 0% ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยกำหนดวงเงินโครงการทั้งสิ้น 20,000 ล้านบาท สำหรับการซื้อบ้านหลังแรกราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ได้รับสิทธิประโยชน์ดอกเบี้ย 0% นาน 3 ปี โดยได้ปรับเงื่อนไขให้สามารถซื้อได้ทั้งบ้านใหม่ และบ้านมือสองที่เป็นสินทรัพย์รอการขาย(เอ็นพีเอ) ของธอส.มีประมาณ 10,000 ยูนิต ราคาเฉลี่ย500,000-600,000 บาท รวมทั้งสินเชื่อเพื่อสร้างบ้านบนที่ดินตัวเองด้วย แต่ต้องไม่เกิน 1 ล้านบาท โดย ธอส.จะเริ่มดำเนินการหลังจากนี้ 7 วัน

"เหตุที่ขยายวงเงินจาก 10,000 ล้านบาทเป็น20,000 ล้านบาทเพื่อให้ครอบคลุมความต้องการซื้อบ้านของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย หรือมีรายได้ไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี เป็นกลุ่มที่ไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว จึงไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการยกเว้นภาษีจากการซื้อบ้านราคาไม่เกิน 5 ล้านบาทของกรมสรรพากรก่อนหน้านี้ ที่อาจจะเป็นประโยชน์กับคนรวยหรือผู้มีเงินเดือน 40,000-50,000 บาทต่อเดือน แต่อาจมีผู้อาศัยช่องโหว่มาขอใช้สิทธิประโยชน์นี้ควบคู่กับมาตรการภาษีก่อนหน้านี้ ครม.จึงกำหนดให้เลือกใช้สิทธิประโยชน์ทางใดทางหนึ่งเท่านั้น อาจจะตรวจสอบยาก แต่ถือเป็นการป้องกันไว้ระดับหนึ่ง หากมีปัญหาสามารถนำเข้าหารือใน ครม.เพิ่มเติมได้ในอนาคต และหากตรวจพบว่าไม่ใช่บ้านหลังแรกผู้ซื้อต้องถูกปรับไปคิดอัตราดอกเบี้ยตามปกติของธอส.ด้วยเช่นกัน" นายวิรุฬกล่าว

นายวิรุฬกล่าวว่า การยกเว้นดอกเบี้ย 0%นาน 3 ปี จะทำให้ ธอส.มีต้นทุนการดำเนินงานปีละ 4% หากใช้วงเงิน 20,000 ล้านบาท จะมีภาระดอกเบี้ยที่รัฐต้องอุดหนุนปีละ 800 ล้านบาท รวม 3 ปีเป็นเงิน 2,400 ล้านบาท ทั้งนี้กระทรวงการคลังไม่ได้จ่ายชดเชยเป็นเม็ดเงินให้ธอส. แต่จะให้ลดการนำส่งรายได้เข้ารัฐลงปีละ800 ล้านบาทรวม 3 ปีแทน เพื่อไม่ให้กระทบการดำเนินงานของธนาคารและไม่กระทบสวัสดิการเงินโบนัสของพนักงานหากประเมินผลงานในแต่ละปี

นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมเห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพด้านการเดินทาง รถไฟและรถเมล์ฟรี ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ออกไปถึงวันที่ 15 มกราคม 2555 จากที่จะสิ้นสุดมาตรการวันที่ 30 ธันวาคม 2554 โดยประมาณการค่าใช่จ่ายที่เพิ่มขึ้นจำนวน 2,177 ล้านบาทจากการดำเนินมาตรการดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2554-มกราคม 2555 แบ่งเป็นการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จำนวน 615 ล้านบาท และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) จำนวน 1,562 ล้านบาท โดยให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้และให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรเงิน งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 เพื่อชดเชยให้แก่ รฟม. และ ขสมก.

"การต่ออายุมาตรการดังกล่าวเพื่อให้ครอบคลุมในช่วงเทศกาลปีใหม่ในการลดค่าใช้จ่ายเดินทางไปกลับภูมิลำเนาในต่างจังหวัด" นางฐิติมากล่าว และว่า ทั้งนี้ ครม.เห็นชอบในหลักการขยายกรอบวงเงินของ ขสมก.ที่ใช้ดำเนินมาตรการลดค่าครองชีพที่ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2553 เพิ่มขึ้น 180 ล้านบาท จากกรอบวงเงินที่สำนักงบประมาณจัดสรรให้ ขสมก. ดำเนินการที่ 2,475 ล้านบาทโดยให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณเจรจากันให้แล้วเสร็จ

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังหารือกับนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ว่า แนวทางการจัดตั้งกองทุนมั่งคั่งที่อาจใช้ทุนสำรองทางการมาจัดตั้งนั้นอาจไม่สามารถทำได้ เพราะติดด้านข้อกฎหมาย ดังนั้น เบื้องต้นจะยังไม่ดำเนินการใดๆ

นายธีระชัยกล่าวว่า กระทรวงการคลังจะหารือภายในว่าหากจะตั้งกองทุนดังกล่าวใช้เงินจากแหล่งใดได้บ้างที่ไม่ใช่เงินของ ธปท. เช่นต่างประเทศใช้เงินจากการเกินดุล หรือรายได้จากการขายแร่ธาตุพลังงาน รวมถึงต้องกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนก่อนว่าต้องการหารายได้หรือใช้เป็นตัวกำหนดกลยุทธ์ของประเทศ

นายธีระชัยกล่าวว่า สำหรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อนั้น คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) หารือกันแล้วจะเสนอให้กระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เป็นมติต่อไป คือจะปรับเปลี่ยนเป้าหมายเงินเฟ้อจากที่พิจารณาจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นยึดจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไป และแทนที่จะกำหนดกรอบเป้าหมายเป็นรายไตรมาสให้กำหนดเฉลี่ยเป็นรายปีนอกจากนั้นการกำหนตัวเลขเป้าหมายให้เปลี่ยนจากกำหนดกรอบบนล่างเช่น 0-3% ให้ปรับเป็นอัตราเป้าหมาย บวกลบ ไม่เกิน 1.5% เบื้องต้นธปท.เสนอมาที่ 3% บวกลบไม่เกิน 1.5%

นายธีระชัย กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินว่า จากการที่ ธปท.มีผลขาดทุนมาตลอด จึงให้ ธปท.ศึกษาว่าหากจะโอนหนี้ทั้ง1.1 ล้านล้านบาทให้ ธปท.จะมีผลกระทบฐานะทางการเงินและการดำเนินงานของ ธปท.หรือไม่โดย ธปท.ต้องรับภาระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในแต่ละปี 6.5 หมื่นล้านบาทแทนกระทรวงการคลังด้วยหรือ ธปท.จะมีวิธีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากระบบสถาบันการเงินเข้ามาเพิ่มรายได้เพื่อจ่ายหนี้กองทุนฟื้นฟูฯให้คลังได้หรือไม่ ส่วนการดูแลการออกแลกเงิน(ตั๋วบีอี)ของสถาบันการเงินที่มากเกินไปนั้นเห็นตรงกันว่าจะให้นำตั๋วบีอีมาคำนวณรวมเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง โดยการกำกับดูแลจะโอนเป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) จะออกกฎหมายรองรับต่อไป

นายประสารกล่าวว่า หากกระทรวงการคลังจะโอนหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯกลับมายังธปท.จะมีปัญหาทางเทคนิค เนื่องจากเมื่อโอนหนี้กลับเข้าในบัญชี ก็ต้องเพิ่มทรัพย์สินในสัดส่วนที่เท่าเทียมกันด้วย คือการพิมพ์เงินเพิ่มเข้าไปในระบบจำนวน 1.1 ล้านล้านบาท ถือว่ามหาศาลทีเดียวทำให้สภาพคล่องในระบบมีมาก ธปท.ต้องทำหน้าที่ดูดซับสภาพคล่องออกจากระบบอีก จะเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาแต่หากไม่ดำเนินการอาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเท่ากับลดค่าของเงินในกระเป๋าของประชาชนลงสุดท้ายกระทบต่อวินัยทางการเงินและทำให้ขาดความเชื่อมั่นต่อ ธปท. ขณะที่ฐานะของ ธปท.เองอาจถึงขั้นล้มละลาย ไม่สามารถทำหน้าที่ธนาคารกลางได้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นกรณีนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ระบุเงินคงคลังมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นจากการกู้ยืมงบไทยเข้มแข็งของรัฐบาลที่แล้ว แต่ยังไม่ชำระหนี้ จึงเห็นควรนำเงินคงคลังมาลงทุนแทนว่า นายธีระชัย อ้างเงินคงคลังมีประมาณ200,000 ล้านบาทน่าจะพอนั้นไม่ได้โต้แย้ง แต่ต้องเข้าใจที่มาที่ไปและประเมินสถานการณ์ในปัจจุบัน เพราะตลาดเงินยังมีความหวั่นไหวอย่างมาก ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลก

"ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังต้องการนำเงินคงคลังออกมาใช้ตลอดเวลา ก็ชัดว่าคงถูกกดดันจากการที่กำลังทำนโยบายมากมาย เราต้องตั้งคำถามว่าถ้ารัฐบาลพร้อมใช้เงิน 3 หมื่นล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้คนมาซื้อรถคันแรกเป็นการบริหารที่ถูกต้องหรือไม่ ทำไมไม่เอาเงิน 3 หมื่นล้านบาทไปทำรถไฟฟ้า ถนน โรงเรียน หรือสนับสนุนมาตรการซื้อบ้าน 4-5 ล้านบาทเพื่ออะไร ในขณะที่คนยากจนจำนวนมากไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ หรือกู้เงิน 1 หมื่นล้านบาทเพื่อที่จะให้คนใช้น้ำมันเบนซินเพิ่มมากขึ้น ตรงนี้ต่างหากที่รัฐบาลต้องตั้งคำถามและทบทวนก่อนว่าอะไรเหมาะไม่เหมาะ ก่อนที่จะมาดิ้นรนว่าเอาเงินที่ไหนมาใช้" นายอภิสิทธิ์กล่าว

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เงาแถลงว่า ขอให้รัฐบาลตอบคำถาม 2 เรื่องนี้ให้ได้ก่อนรับจำนำข้าวในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ คือ 1.เรื่องเอกสารลงทะเบียนทำนาจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปัจจุบันจำนวนชาวนามีทั้งหมด 3.1 ล้านครัวเรือน แต่ขณะนี้มีรายชื่อผู้ได้รับเอกสารการลงทะเบียนเพียงแค่ 6 แสนครัวเรือน เกรงจะเป็นพื้นฐานทำให้เกิดการทุจริต มีพ่อค้าข้าวสวมสิทธิเข้าโครงการของรัฐบาลต่อไป 2.รัฐบาลเร่งตรวจสต็อกข้าวในโกดังที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 650 โรง ว่ามีข้าวเก็บอยู่ในสต๊อกเท่าไหร่ และประกาศออกมาให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการนำข้าวที่ค้างอยู่ไปสวมสิทธิในโครงการจำนำข้าว

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

 

 

 

ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ