Loading

ราคาที่ดินกทม.ขยับแพงเกิน 50% เพลินจิต-สยามตารางวาละ 7แส

วันที่ : 8 สิงหาคม 2554
ราคาที่ดินกทม.ขยับแพงเกิน 50% เพลินจิต-สยามตารางวาละ 7แสน

นายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมธนารักษ์กำลังเร่งเดินหน้าประเมินราคาที่ดินทั่วประเทศจำนวน 29.3 ล้านแปลง แยกเป็น กทม. 1.9 ล้านแปลง ต่างจังหวัด 27.4 ล้านแปลงใหม่ เพื่อให้ทันประกาศใช้ในวันที่ 1 ม.ค.2555 ซึ่งในภาพรวมถือว่าเดินหน้ามาได้ 80-90% แล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการเสนอผ่านคณะกรรมการประเมินที่ดินระดับจังหวัด เพื่อส่งต่อให้คณะกรรมการประเมินที่ ดินส่วนกลางที่มีกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน ซึ่งบางจังหวัด ก็ส่งมาแล้ว

อย่างไรก็ดี ในเบื้องต้นพบว่าราคาที่ดินในกรุงเทพฯ ที่มีการปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้ แก่ ย่านเพลินจิต พระรามที่ 1 ช่วงสถานีรถไฟฟ้าหน้าสยามฯและห้างพารากอน มีการปรับราคาจากตารางวาละ 3.5 -4.3 แสนบาท เป็น 7 แสนบาท ถือว่าเป็นการปรับเพิ่มขึ้นถึง 50-100%เนื่องจากเป็นย่านธุรกิจใกล้เมือง ซึ่งอยู่ติดกับรถ ไฟฟ้าบีทีและใกล้กับรถไฟ ฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์

ขณะที่ย่านถนนสีลม พัฒน์พงษ์ ธนิยะ และบริเวณสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง มีการปรับราคาประเมินเพิ่มจาก 6.5 แสน บาทต่อตารางวา เป็น 7 แสนบาทต่อตารางวา หรือปรับเพิ่ม ขึ้น 5 หมื่นบาทต่อตารางวา เนื่องจากเป็นย่านธุรกิจกลาง เมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนัก งานมากมาย เช่นเดียวกับย่านเยาวราชที่มีการปรับราคาที่ดินเพิ่มจาก 5.5 แสนบาทต่อตารางวา เป็น 7 แสนบาทต่อตารางวา เนื่องจากเป็นพื้นที่ธุรกิจการค้าและบริการที่มีศักยภาพสูง

สำหรับการปรับราคาที่ ดินในต่างจังหวัดพบว่า ย่านหัวหินและพัทยามีการปรับรา คาสูงขึ้นถึง 40-50% โดยเฉพาะที่ริมทะเล เนื่องจากที่ ดินแถวนี้มีการพัฒนาในเชิงธุรกิจมาก มีการปลูกสร้างที่ พักอาศัย ที่พักตากอากาศมาก ทำให้มีการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ สูง

นอกจากนี้ กรมธนารักษ์ ยังเข้าประเมินราคาคอนโดมิ เนียมและห้องชุดแบบต่อตารางเมตร เพื่อให้สะท้อนความเป็นจริง ทั้งนี้ การประเมินราคาที่ใหม่จะมีผลต่อร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่คาดว่าจะมีการประกาศใช้ในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งจะผลต่อการจัดเก็บรายได้ของท้องถิ่นที่จะเพิ่มมากขึ้น

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ทริส เรทติ้ง จำกัด ได้เปิดเผยราย งานทิศทางของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในครึ่งปีหลัง โดยทริสเรทติ้งมองว่าในช่วง ครึ่งหลังของปี 2554 อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของไทยจะยังคงเติบโตต่อเนื่องต่อไปจากปัจจัยเอื้ออำนวยต่างๆ อาทิ ภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแรง ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น และการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยตลาดบ้านเดี่ยวน่าจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ในขณะที่ตลาดทาวน์เฮาส์น่าจะเติบโตในระ ดับที่ต่ำกว่าตลาดโดยรวมเมื่อพิจารณาจากจำนวนหน่วยเหลือ ขายที่มีอยู่ในปัจจุบัน ส่วนยอดขายคอนโดมิเนียมในปี 2554 น่าจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับปี 2553

ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งมองว่า ตลาดที่อยู่อาศัยน่าจะมีเสถียร ภาพมากขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงในตลาดแนวราบ และการลดลงของกลุ่มผู้ซื้อเพื่อเก็งกำไรในตลาดคอนโดมิเนียม ส่วนนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ คือ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยปลอดดอกเบี้ยนั้น ทริสเรทติ้งมีความเห็นว่าน่าจะเป็นปัจจัยกระตุ้นความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยได้เพียงในระยะสั้น ขณะที่นโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะเพิ่มแรงกดดันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อต้นทุนค่าก่อสร้าง โดยคาดว่าต้นทุนก่อ สร้างจะปรับสูงขึ้นประมาณ 2- 5%.

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ