Loading

มาตรฐานออกแบบอาคารสูงเพื่อต้านทานแรงแผ่นดินไห

วันที่ : 26 เมษายน 2554
มาตรฐานออกแบบอาคารสูงเพื่อต้านทานแรงแผ่นดินไหว

หลี่ เต๋อ จง" ชื่อจีนของ "พี่บุญมี รัตนนุกรม" เอ็มดีบริษัทคอนฟิเดนซ์ในเครือควอลิตี้เฮ้าส์ นำส่งรายงานสรุปของ "ดร.การุญ จันทรางศุ"วิศวกรผู้ออกแบบโครงสร้าง โครงการคอนโดมิเนียมสูง 33 ชั้นแบรนด์"เดอะทรัสต์ รัชดา-พระราม 3"เกี่ยวกับการออกแบบอาคารเพื่อต้านทานแรงแผ่นดินไหวดังนี้

เริ่มต้นจาก.รอยเลื่อนในประเทศไทยที่ยังมีพลังทำให้เกิดแผ่นดินไหว(active fault) พบได้ในบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันตก เช่น จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และกาญจนบุรีเป็นต้น ซึ่งสามารถทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้

สำหรับพื้นที่ "กรุงเทพมหานคร" นั้นไม่ปรากฏว่ามีรอยเลื่อนของแผ่นดินแต่อย่างใดทั้งนี้ จากการขบกันของแผ่นเปลือกโลก เมื่อถึงจุดที่เกิดการลื่นไถล (slip)ตามแนวรอยเลื่อน ก็จะปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปการสั่นไหวของแผ่นดิน หน่วยที่ใช้วัดขนาดของพลังงานที่ปลดปล่อยออกมานี้ คือ  ริกเตอร์สเกล จึงนิยมเรียกขนาดของแผ่นดินไหว(magnitude) เป็นจำนวนริกเตอร์ เช่น 6 ริกเตอร์สเกล เป็นต้น

โดยเป็นการระบุขนาดของพลังงาน ณ จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหว ซึ่งก็คือณ รอยเลื่อนของแผ่นดินนั่นเองพลังงานในรูปของการสั่นไหวของแผ่นดินนี้ จะแพร่กระจายออกไปรอบตัวจากจุดศูนย์กลาง มีลักษณะเหมือนกับการที่ก้อนหินตกกระทบน้ำ ก็จะทำให้น้ำกระเพื่อมเกิดเป็นคลื่นกระจายเป็นวงออกไปรอบตัว และค่อย  ๆ จางหายไปเมื่อห่างออกจากจุดศูนย์กลาง ดังนั้นคลื่นการสั่นไหวของแผ่นดินจะลดความรุนแรงลงเมื่อห่างออกจากจุดศูนย์กลาง

ตัวอย่าง เมื่อเกิดแผ่นดินไหวที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดเชียงราย คนในเชียงรายย่อมจะรู้สึกถึงความรุนแรงมากกว่าคนในกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ห่างไกลออกมาถึง 600 กิโลเมตร ดังนั้น การที่จะเกิดแผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ ซึ่งมีขนาดรุนแรงมากเหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดในประเทศญี่ปุ่น จึงมีโอกาสน้อยมาก

นอกจากนี้ ตามกฎกระทรวง พ.ศ.2550 ได้แบ่งเขตความเสี่ยงของการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทยออกเป็น 3 กลุ่ม โดย "กลุ่มแรก" เป็นจังหวัดที่จัดอยู่ในบริเวณใกล้รอยเลื่อนที่อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว 10 จังหวัดได้แก่ กาญจนบุรี เชียงราย เชียงใหม่ตาก น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอนลำปาง และลำพูน

"กลุ่มที่ 2" คือเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ถูกจัดให้อยู่ในบริเวณที่เป็นดินอ่อนมากที่อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวระยะไกล

ส่วน "กลุ่มสุดท้าย" เป็นบริเวณเฝ้าระวัง ซึ่งเป็นจังหวัดทางภาคใต้ได้แก่ กระบี่ ชุมพร พังงา ภูเก็ต ระนองสงขลา และสุราษฎร์ธานี

สำหรับ "อาคารสูง" ในเขตกรุงเทพฯตามกฎกระทรวงนี้ จะต้องมีการคำนวณออกแบบเพื่อต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว อ้างอิงตามมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว (ม.ย.ผ.)ปี 2552 ออกโดยกรมโยธาธิการและผังเมืองเป็นเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าว ได้กำหนดการคำนวณปริมาณแรงแผ่นดินไหวมาจากสถิติที่เกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน จากอดีตจนถึงปัจจุบัน

ในการออกแบบอาคารเพื่อต้านทานแรงแผ่นดินไหวนั้น วิศวกรจะใช้"ค่าความเร่งของพื้นดินที่สั่นไหว" ณตำแหน่งที่ตั้งของอาคาร เป็นพื้นฐานในการออกแบบ ถ้าแผ่นดินสั่นไหวรุนแรงมากเท่าใด หรืออาคารอยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากเท่าใด ค่าความเร่งของพื้นดินที่สั่นไหว ก็มีค่าสูงตามไปด้วย

โดยในการออกแบบอาคารวิศวกรจะกำหนดค่าความเร่งนี้เป็นเปอร์เซ็นต์ของค่าความเร่งของแรงโน้มถ่วงของโลก(gravity, g)

สำหรับพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯค่าความเร่งที่ใช้ในการออกแบบจะอยู่ระหว่าง 5-12 เปอร์เซ็นต์(0.05-0.12 g) ขึ้นกับรูปร่างและระบบโครงสร้างของแต่ละอาคาร

ทั้งนี้ทั้งนั้น อาคารที่ออกแบบตามมาตรฐานนี้ สามารถรองรับแรงแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นที่ประเทศไทยได้ประมาณ"5-5.5 ริกเตอร์" สำหรับการเกิดแผ่นดินไหวที่ จ.กาญจนบุรี และประมาณ"6-6.5 ริกเตอร์" สำหรับการเกิดแผ่นดินไหวที่ตอนบนของภาคเหนือ

นอกจากแรงแผ่นดินไหวแล้ว อาคารต่าง ๆ จะต้องมีการคำนวณออกแบบให้สามารถต้านทานแรงลม (win load)ซึ่งเป็นแรงด้านข้างเช่นเดียวกับแรงแผ่นดินไหวได้ด้วย

โดยส่วนมากสำหรับอาคารสูงในกรุงเทพฯ "แรงลม" จะเป็นแรงที่มีความสำคัญ และมีผลกระทบต่อโครงสร้างมากกว่าแรงแผ่นดินไหว ดังนั้นความสามารถในการต้านทานแรงแผ่นดินไหวจริงของอาคาร อาจมีค่าสูงกว่าขั้นต่ำที่กำหนดไว้ในมาตรฐาน  ม.ย.ผ. ของกรมโยธาธิการอีกด้วย

โดยสรุป "ดร.การุญ" ระบุว่า อาคารของโครงการคอนโดมิเนียมแบรนด์"เดอะทรัสต์ ปิ่นเกล้า" และ "เดอะทรัสต์ รัชดา-พระราม 3" ได้รับการออกแบบโครงสร้างตามกฎกระทรวงพ.ศ. 2550 ดังนั้น อาคารจึงสามารถรองรับแรงแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นได้ตามที่กล่าวข้างต้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

 

 

ข่าวกฎหมายอสังหาฯ อื่นๆ