Loading

บ้านเอื้อฯผลพวง ประชานิยม กคช.ชงแผนของบอุดหนุนลดขาดทุ

วันที่ : 15 เมษายน 2554
บ้านเอื้อฯผลพวง ประชานิยม กคช.ชงแผนของบอุดหนุนลดขาดทุน

ปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัยของประชาชนผู้มีรายได้ในประเทศ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยของประชาชนในชนบท นับเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยพยายามหาทางแก้ไขมาอย่างยาวนาน หลังจากปัญหาดังกล่าวอยู่ในความมืดมิดมาโดยตลอดนับจากอดีตที่ผ่านมา จนมาถึงในยุคของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ความหวังของประชาชนผู้มีรายได้น้อยก็เหมือนจะพบแสงสว่าง!!

 

นโยบายดังกล่าวในช่วงเริ่มต้น ประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะหากมองจากตัวนโยบายที่มุ่งหวังให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยมีบ้านเป็นของตนเองแล้ว ถือว่าเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ประชาชนในชนบทที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง แต่หลังจากที่รัฐบาลเดินหน้าทำโครงการดังกล่าว "เริ่มมีกลิ่น" กับเป้าการทำโครงการบ้านเอื้ออาทรทั่วประเทศ 600,000 หน่วย ราคาขาย 390,000 บาทต่อหลัง (ไม่นับรวมส่วนที่รัฐอุดหนุน)

 

แน่นอนว่า หากสามารถกระจายบ้านในโครงการดังกล่าวได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทนั้น จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีคุณภาพได้อย่างดี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงต่อมา สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า "นโยบายดังกล่าวเป็นเพียงการตอบโจทย์การขยายฐานเสียงทางการเมืองของพรรคการเมือง พรรคหนึ่งในประเทศไทย" และยังเป็นช่องทางการดึงงบประมาณของประเทศมาให้กลุ่มนักการเมืองถลุง และเรียกเก็บผลประโยชน์จากบริษัทเอกชนที่เข้ามาประมูลงานก่อสร้างบ้านเอื้อฯของนักการเมืองอีกทางหนึ่ง

 

สำหรับโครงการบ้านเอื้ออาทรนั้น เดิมทีครม.อนุมัติให้ก่อสร้างทั้งสิ้นจำนวน 600,000 หน่วย แต่หลังจากดำเนินการตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมาปรากฏว่าเกิดปัญหาการขาดทุนสะสมอย่างต่อเนื่อง ทั้งปัญหาการก่อสร้างที่ล่าช้า การสร้างความต้องการเทียมเพื่อให้ได้ตามเป้าที่ กคช.กำหนด ปัญหาการปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เพราะผู้ซื้อมีคุณสมบัติด้านรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ประเมินรวมถึงปัญหาการสร้างบ้านเกินความต้องการจากปัญหาต่างที่เกิดขึ้น ทำให้ ครม.ในรัฐบาลชุดต่อมา ลดจำนวนหน่วยก่อสร้างหลังจากสั่งการให้การเคหะแห่งชาติ (กคช.)ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ ทำการศึกษาความต้องการที่อยู่อาศัยที่แท้จริงอีกครั้ง จนพบว่ามีความต้องการบ้านจากกลุ่มผู้มีรายได้น้อยจริงๆ เพียงแค่ 200,000 หน่วย ทำให้ครม.มีมติลดจำนวนก่อสร้างบ้านเอื้อฯจาก6000,000 หน่วยลงมาที่ 280,000 หน่วย

 

แต่ไม่ว่าจะมีการระดมแนวทางแก้ไขอย่างไรก็ตาม กคช.ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบก็ต้องประสบกับภาวะขาดทุนจากการโครงการ จนมีหนี้สินกว่า 70,000 ล้านบาทอย่างไรก็ตาม กคช.พยายามที่จะแก้ปัญหาด้วยการเร่งระบายสต๊อกบ้านเอื้อฯที่ติดมืออยู่รวมถึงการจ่ายหนี้ก่อนกำหนดเพื่อลดต้นทุนดอกเบี้ยที่กู้มาพัฒนาโครงการดังกล่าว

 

เล็งของบอุดหนุน 2 พันล้านลดภาระปัญหาขาดทุนสะสม

 

ล่าสุดในช่วงที่ผ่านมา นายสุชาติ ศิริโยธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกคช. เตรียมจะนำแผนลดภาระการขาดทุนจากการดำเนินงานโครงการบ้านเอื้อฯเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขออนุมัติเงินชดเชยให้ กคช.อีก 2,000 ล้านบาทเพื่อลดภาระการขาดทุนจากโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้มีรายได้น้อย

 

ทั้งนี้ เมื่อมีการส่งมอบบ้านเอื้อฯแล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2555 กคช.ต้องแบกรับภาระการขาดทุนจากโครงการดังกล่าวรวมประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลมีการช่วยเหลือมาแล้วประมาณ 4,000 ล้านบาท เพื่อมาช่วยเรื่องภาระดอกเบี้ย แต่ยังไม่เพียงพอ กคช.จึงต้องของบเพิ่มอีก2,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ กคช.จะรับภาระเองโดยเงินชดเชยดังกล่าวจะต้องใช้ในปีงบประมาณ 2554-2558

 

“โครงการบ้านเอื้ออาทรที่ผ่านมา กคช.ต้องกู้ยืมเงินมาพัฒนาโครงการดังกล่าวส่งผลให้ กคช.มีหนี้จากโครงการดังกล่าวรวมประมาณ 87,000 ล้านบาท ล่าสุดเร่งชำระหนี้ ส่งผลให้ยอดหนี้คงเหลือ 58,000 ล้านบาท  ซึ่งการจ่ายคืนหนี้นั้นจะขึ้นอยู่กับรายได้ของ กคช. โดยในปีนี้ ตั้งเป้าจะจ่ายคืนหนี้ประมาณ 10,000 ล้านบาท แต่หากมีกำไรก็จะจ่ายมากกว่านี้ ส่วนที่ดินที่เหลืออยู่นั้นคงจะไม่ขาย เพราะสามารถนำมาบริหารจัดการใหม่ได้ " นายสุชาติกล่าว

 

นายสุชาติกล่าวว่า ปัจจุบันยังมีบ้านเอื้อฯรอส่งมอบอีกประมาณ 100,000 ยูนิต โดยในปีงบประมาณ 2554 นี้ ตั้งเป้าการขาย 60,000 ยูนิต น้อยกว่าปีงบประมาณ 2553 ที่ขายได้ประมาณ 67,000 ยูนิต เนื่องจากในปีที่ผ่านมามีการจัดกิจกรรมค่อนข้างมากและหลังจากส่งมอบให้ลูกค้าในปี 2554 แล้ว จะทำให้คงเหลือบ้านเอื้อฯที่จะส่งมอบให้แก่ลูกค้าอีกประมาณ 50,000 ยูนิต ซึ่งจะต้องดำเนินการส่งมอบให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2555 หลังจากนั้นจะปิดบัญชี และกลับไปพัฒนาโครงการเคหะชุมชนเหมือนเดิม

 

 "ส่วนการยึดคืนยังอยู่ในอัตราเดิมคือเดือนละประมาณ 300 ยูนิต หรือประมาณ5-10% ส่วนการใช้วงเงินโอดี เพื่อการซื้อคืนนั้นอยู่ที่ 780 ล้านบาท แต่ต้องใช้เงินซื้อคืนมากถึง 2,200 ล้านบาทต่อเดือน" นายสุชาติกล่าว

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

 

 

ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาครัฐ อื่นๆ